| |  |
ใบไม้แดงที่ เซียงซาน |
สำหรับชาวปักกิ่งในจำนวน 4 ฤดูของทั้งปี ใบไม้ร่วงนั้นนับว่าเป็นช่วงเวลาที่อากาศดีที่สุด เพราะตามท้องถนน ใบไม้ต่างค่อยๆ เปลี่ยนสีจาก เขียวเป็นเหลือง แล้วค่อยหลุดร่วงลง ยกเว้นพืชสามชนิด คือ ต้นไผ่ (จู๋:竹) ต้นสน (ซง:松) และ ต้นเหมย (เหมย:梅) ที่ยังคงใบเขียวได้ตลอดฤดูหนาว
ทั้งนี้ การจุดเด่นในการคงความเขียวของต้นไม้ทั้ง 3 นั้นได้ถูกคนจีนหยิบเอามาสร้างเป็นสำนวนไว้ว่า "สุ้ยหานซานโหย่ว:岁寒三友" โดยสำนวนนี้มีความหมายว่าคือ สิ่งของหรือคนดีที่ไม่เปลี่ยนสภาพไปแม้จะประสบกับความทุกข์ยากหรือยากลำบาก หรือ อาจเปรียบเทียบกับสำนวนไทย "ทองแท้ไม่ลอก" ก็คงได้
ในช่วงปลายใบไม้ผลิ ต้นหนาวอันโรแมนติกเช่นนี้คนปักกิ่ง นักท่องเที่ยวที่มาเยือนปักกิ่ง รวมถึงชาวต่างชาติที่มาอาศัยอยู่ที่ปักกิ่ง ต่างมุ่งหน้าตรงไปยัง ภูเขาทางทิศตะวันตก เพื่อดู "ใบไม้แดง" อันลือชื่อ
เซียงซาน (香山) อยู่ห่างจากตัวเมืองปักกิ่งไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ประมาณ 20 กิโลเมตร ภูเขาแห่งนี้มีความสำคัญและโด่งดังก็เนื่องมาจาก ความเป็นสถานที่พักผ่อนของจักรพรรดิจีนตั้งแต่ราชวงศ์ จิน หยวน หมิง จนมาถึงราชวงศ์หลังสุดคือ ชิง โดยในรัชสมัยของ เฉียนหลงฮ่องเต้ การก่อสร้างพระตำหนักและเก๋ง เพื่อชมทิวทัศน์ขององค์จักรพรรดิได้ขับให้ภูเขาแห่งนี้ให้มีความงดงามยิ่งขึ้นไปอีก
ทั้งนี้ ช่วงเวลาของการชมใบไม้แดงแบบสมบูรณ์ที่เซียงซาน ในแต่ละปีนั้นนับว่าสั้นมาก คืออยู่ที่ราว 2-3 สัปดาห์ ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวก็ขึ้นอยู่กับว่าอากาศในแต่ละปีเป็นเช่นไร ความไม่แน่นอนดังกล่าวทำให้ นักท่องเที่ยวหลายคนผิดหวัง บ้างไปเร็วเกินก็มีโอกาสเพียงได้เห็นใบไม้แดงตัดกับใบไม้เหลือง-เขียวเล็กน้อย แต่หากไปช้าก็ถือว่าเสียเที่ยว เพราะไม่พ้นได้แต่เดินชมกิ่งไม้แห้งๆ
เกือบทุกปีที่เซียงซาน ในช่วงเวลาที่ใบไม้แดงนี้จะมี เทศกาลใบไม้แดง (香山红叶文化节) ซึ่งนักท่องเที่ยวนอกจากจะได้ชมใบไม้แดงแล้ว ยังมีโอกาสได้เดินเล่นตามถนนขึ้นสู่ประตูทางเข้า โดยตลอดสองข้างทางนั้น มีการขายของที่ระลึก อาหาร ขนมเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น สายไหม เนื้อแพะ-นกกระจอกทอด ปอเปี๊ยะ (ชุนจ่วนร์:春卷) มันเผา ข้าวโพดปิ้ง นอกจากนี้ยังเพิ่มสีสันด้วย ศิลปินริมทางที่มาตั้งเก้าอี้รับจ้างวาดรูปเหมือน อีกหลายเจ้า
|
|
| สีสันแห่งเทศกาล |
|
 |
ทั้งนี้หากใครชอบความรื่นเริงและผู้คน ก็ควรไปในช่วงช่วงสุดสัปดาห์ ที่รับประกันได้เลยว่าต้องพบกับคลื่นมหาชน ที่ต่างหลั่งไหลมาจากทุกสารทิศ ส่วนผู้ที่รักความสงบนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องปลีกตัวไปให้ได้ในวันธรรมดา
วันศุกร์ปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ผมออกเดินทางไปเซียงซานอีกครั้ง ด้วยรถประจำทางสาย 331 ซึ่งแล่นผ่านพระราชวังฤดูร้อน ก่อนจะไปลงรถที่สุดป้าย
ช่วงบ่ายวันธรรมดาที่เซียงซาน คนไม่พลุกพล่านเช่นวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่ร้านรวงต่างๆ ก็ยังคงเปิดเช่นปกติ ศิลปินริมทางก็ยังตั้งเก้าอี้อยู่เช่นเดิม แต่บรรยากาศนั้นออกจะสงบเงียบ และเหมาะแก่การเดินหย่อนใจไม่น้อย
หลังจากจ่ายค่าเข้า (10 หยวน) อาจแวะเวียนไปที่ วัดเมฆหยก (ปี้หยุนซื่อ:碧云寺) เพื่อชมความเก่าแก่ของศาสนสถานที่ตกทอดมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หยวนก่อนก็ได้ แต่หากมีเวลาน้อยจะข้ามวัดแห่งนี้ไปก็ได้เช่นกัน
|
|
| ทิวทัศน์จากยอด "เซียงหลูเฟิง" |
|
 |
ระหว่างการเดินขึ้น-ลง เซียงซาน หากอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสม และอากาศโปร่ง ตลอดเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมง หากมองลงมายังทิวทัศน์ด้านล่างก็จะเห็นเทือกเขาสลับสี ที่งดงามมาก ทั้งนี้หากเดินกันไม่ไหวก็มีทางเลือกสำหรับ เด็ก คนชรา หรือผู้ที่ร่างกายไม่ค่อยสมบูรณ์ ก็คือ การขึ้นกระเช้าไปยังยอดสุด
หากใครไม่ได้นั่งกระเช้า แต่พึ่งสองเท้า หากปีนป่ายมาถึงจุดชมทิวทัศน์สูงสุด เซียงหลูเฟิง (香炉峰) อันมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 557 เมตร ได้ก็จงภูมิใจกับตัวเองได้ว่า
"ยังไม่แก่เกิน!"
...........................
การไปเซียงซานครั้งนี้ ทำเอาผมนึกไปถึงบทกวีของ ซือไน่อัน นักประพันธ์เลื่องชื่อ ผู้แต่ง "ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเขาเหลียงซาน" ที่กล่าวถึงความไม่จิรังของสรรพสิ่งไว้ว่า
"คนไม่ประเสริญล้ำพันวัน
บุปผาไม่แดงเฉิดฉันร้อยวัน"*
หากเปรียบไป "ใบไม้แดงแห่งฤดูใบไม้ร่วง" ก็คงไม่แตกต่างไปสักเท่าไหร่จาก คนประเสริฐและบุปผาแดง ของซือไน่อัน ที่เมื่อถึงที่สุดแล้ว ก็ตกอยู่ภายใต้สัจธรรมเดียวกัน มีกำเนิดก็มีสูญสิ้น เป็นวัฏจักรที่วนเวียนกันไป
*จาก - อุทยานชำระใจ พานไถเฉิง เขียน น.นพรัตน์ แปล
หมายเหตุ - หากใครมีเวลาเหลือเฟือทางผ่านไปเซียงซาน ยังมีสวนพฤกษศาสตร์เซียงซาน (香山植物馆) ค่าผ่านประตูและเข้าชมรวมประมาณ 45 หยวน และวัดโว่โฝซื่อ วัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถังให้แวะชมได้อีกเช่นกัน
|
|
|
|
 |
|