1. การทิ้งขยะ

ญี่ปุ่นเป็นเมืองที่สะอาด ผู้ที่ไปพำนักอยู่ในญี่ปุ่นใหม่ๆ มักจะประสบปัญหาความละเอียดลออถี่ถ้วน (แบบญี่ปุ่น) ในเรื่องขยะ เริ่มตั้งแต่การแยกขยะ ซึ่งก็ต้องค่อยๆ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ของที่ต้องการจะทิ้ง ถือเป็นขยะอะไร จะต้องทิ้งวันไหน ทิ้งอย่างไร

 

ขยะจำแนกได้ 6 ประเภทใหญ่ๆ

1) ขยะเผาได้ (burnable garbage/ combustible)

ขยะเผาได้ คือ ขยะจากในครัว (ขยะเศษอาหาร) และขยะเล็กๆ น้อยๆ ในบ้าน ในชีวิตประจำวัน ขยะประเภทนี้นอกจากจะมีธรรมชาติเป็นวัสดุที่เผาไฟได้แล้ว ยังต้องมีขนาดไม่ใหญ่เกินไป คือ ต้องบรรจุลงได้ในถุงพลาสติกเนื้อหนา ขนาด 2 ลิตร หรือ 3 ลิตร ซึ่งเป็นถุงขยะมาตรฐานที่รัฐหรือเทศบาลญี่ปุ่นกำหนดใช้ทั่วประเทศ ถ้าเป็นขยะที่เผาได้แต่ขนาดใหญ่เกินจะบรรจุลงถุงมาตรฐานนี้ ก็จะถือเป็นขยะขนาดใหญ่ ต้องแยกออกไปต่างหาก หรือซื้อถุงขยะขนาดใหญ่ ประเภทถุงดำเนื้อหนา มาบรรจุให้เรียบร้อย

2) ขยะเผาไม่ได้ (unburnable garbage/incombustible)

ขยะเผาไม่ได้ ก็คือ พวกขวดแก้ว ภาชนะแก้ว กระป๋องเครื่องดื่ม กระป๋องเหล็กวิลาส (เช่นกระป๋องบรรจุอาหาร) ขวดพลาสติกทั้งชนิดบาง (pet bottle) และพลาสติกหนา เช่น ขวดบรรจุเครื่องสำอาง น้ำยาซักล้างซักฟอก โฟมและเม็ดพลาสติก ภาชนะที่ใช้บรรจุสารเคมี ยา กระป๋องฉีดแบบสเปรย์ ของใช้ที่ทำจากยาง เครื่องหนัง แผ่นซีดี แผ่นดิสเก็ต ม้วนเทปบันทึกภาพและเทปบันทึกเสียง ฯลฯถ้าเป็นขยะที่มีส่วนประกอบทั้งที่เผาได้และเผาไม่ได้ ก็จะต้องถือเป็นขยะเผาไม่ได้ ขยะประเภทนี้ต้องจ่ายเงินซื้อถุงขยะที่มีข้อความระบุหน้าถุงชัดเจนว่า “ขยะเผาไม่ได้” (undurnable garbage) ซึ่งราคานับว่าไม่ถูกเลย

3) ขยะขนาดใหญ่

เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องเรือน ที่นอนหมอนมุ้ง ไปจนถึงรถจักรยาน จักรเย็บผ้า ฯลฯ ขยะประเภทนี้ อาจมีทั้งที่เผาได้และเผาไม่ได้ แต่ที่ต้องแยกประเภทออกมาก็เพราะรถเก็บขยะบรรทุกไปไม่ได้ หรือเอาไปเผารวมกับขยะธรรมดาจากครัวเรือนไม่ได้

4) ขยะมีพิษหรือขยะอันตราย

เช่น พวกภาชนะบรรจุสารเคมีที่เป็นพิษ ขยะติดเชื้อ (ขยะโรงพยาบาล) กระป๋องที่มีหัวฉีดแบบสเปรย์ ซึ่งอาจระเบิดได้ และขยะที่ถือเป็นวัตถุระเบิด เช่น ดอกไม้ไฟ แก๊สกระป๋อง รวมทั้งแบตเตอรี่ (dry cell) หลอดฟลูออเรสเซนต์ และขยะประเภทของมีคม เช่น มีด เศษแก้ว เศษวัสดุแหลมคมต่างๆ ฯลฯ

5) ขยะที่นำไปหมุนเวียนใช้ในการผลิตใหม่ได้ (recycle)

เช่น กระดาษชนิดต่างๆ ตั้งแต่หนังสือพิมพ์ หนังสือเล่ม นิตยสาร ไปจนถึงกล่องกระดาษ ลังกระดาษ กระดาษเคลือบมัน เช่นพวกกล่องนม กล่องน้ำผลไม้ และขวดพลาสติก ขวดเครื่องดื่ม กระป๋องเครื่องดื่มที่เป็นอะลูมิเนียมบาง (บีบได้) ขยะเหล่านี้ถือเป็นขยะรีไซเคิล แต่ในการทิ้งขยะประเภทนี้จะต้องแยกย่อยลงไปอีก ไม่ทิ้งรวมกัน และถือว่าเป็นความรับผิดชอบ (หรือเป็นผลประโยชน์) ของบริษัทผู้ผลิตที่ใช้วัสดุประเภทนี้

6) ขยะที่ต้องแจ้งหน่วยงานพิเศษของรัฐหรือเทศบาลให้มาเก็บ หรือนำไปส่งที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบ

เช่น คอมพิวเตอร์และวัสดุอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เครื่องดนตรีขนาดใหญ่ รถจักรยานยนต์และมอเตอร์ไซค์ รวมทั้งรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ และซากสัตว์ ฯลฯ

 

การจำแนกขยะเหล่านี้ เกี่ยวเนื่องกับวิธีการบรรจุเพื่อนำไปทิ้ง ถุงหรือภาชนะที่ใช้บรรจุ วันเวลาและสถานที่ทิ้ง ตลอดจนรายละเอียดปลีกย่อยบางประการ เช่น การผูกป้ายสำหรับทิ้งขยะบางประเภท (ป้ายเหล่านี้ต้องซื้อจากซุปเปอร์มาร์เก็ต มีราคาต่างๆ ตามลักษณะและขนาดของขยะที่จะทิ้ง) ถ้าผู้ทิ้งขยะทำไม่ถูกวิธี หรือจำแนกประเภทไม่ถูกต้อง ทิ้งผิดวันเวลา ทิ้งผิดสถานที่ ฯลฯ ก็อาจเกิดปัญหา เช่น ถูกตักเตือนจากเทศบาลไปจนถึงขั้นถูกปรับ หรืออาจเป็นการลงโทษทางสังคม เช่น เพื่อนบ้านติฉินนินทา ฟ้องเทศบาลหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ

วันเวลาที่รถเก็บขยะจะมารับขยะแต่ละประเภทไปกำจัดนั้น กำหนดไว้แน่นอนชัดเจนและตายตัว ในเอกสารประชาสัมพันธ์ของอำเภอ รวมทั้งแผ่นพับ แผ่นปลิว และปฏิทินตารางวันเวลาในแต่ละปี เอกสารปึกใหญ่นี้ ทางอำเภอจะแจกให้ทุกครัวเรือนในเขตอำเภออย่างทั่วถึง พร้อมทั้งแจกตะกร้าพลาสติกสองใบ สีเขียวและฟ้าสดใส ให้คนที่มาอยู่ใหม่ เหมือนเป็นของขวัญจากเทศบาล แต่เมื่อเก่าหรือขาดชำรุดแล้ว ก็ต้องหาซื้อเอาเอง ไม่แจกให้อีกแล้ว

 

2. การตรงต่อเวลา

คนญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญกับเรื่องเวลามาก เรื่องการตรงต่อเวลาจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ชอบให้สิ่งต่าง ๆ เป็นไปตามเวลาที่กำหนดไว้เป็นอย่างยิ่ง ในการนัดพบกับใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการนัดหมายเรื่องงาน ถ้าไปสาย ก็จะสูญเสียความน่าเชื่อถือ ดังนั้น ถ้าทำท่าว่าจะสาย การโทรไปบอกล่วงหน้าว่าจะสายเป็นมารยาท เพราะคนญี่ปุ่นที่หงุดหงิดเพียงเพราะสายแค่ 5 นาทีนั้นมีอยู่มากมาย

 

3. การเข้าแถว

คนญี่ปุ่นจะเคร่งครัดในเรื่องกฎระเบียบพอสมควรไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรอขึ้นรถ การซื้อตั๋วหนัง  แม้แต่การเข้าแถวรอเพื่อเข้าไปรับประมานอาหาร หรือเข้าห้องน้ำสาธารณะ ซึ่งในการเข้าแถวรอเข้าห้องน้ำ ก็จะต้องรอที่ทางเข้า ไม่ยืนรอที่หน้าประตูของห้องน้ำนั้นๆ

 

4. การขึ้นลงบันได

เวลาขึ้นลงบันไดตามสถานีรถไฟจะต้องยืนข้างใดข้างหนึ่ง และจะไม่ยืนอยู่ตรงกลางบันได เพราะจะเป็นการเกะกะผู้อื่น

เวลานั่งก็จะนั่งชิดขอบราวบันได เพื่อไม่ให้กีดขวางทางขึ้น-ลง แม้ว่าจะไม่มีคนเดินในขณะนั้นเลยก็ตาม

 

5. ตื่นนอน

ห้องนอนของนักเรียนอาจจะเป็นห้องที่มีเตียงนอน  หรืออาจจะเป็นห้องสไตล์ญี่ปุ่นคือปูด้วยเสื่อตาตามิและใช้เซ็ทเครื่องนอนแบบญี่ปุ่นที่เรียกว่า ฟุตอง ( futon ) ซึ่งจะประกอบไปด้วยฟูก  ผ้าปูที่นอนและผ้าห่ม

ถ้าเป็นฟุตอง   นักเรียนจะต้องพับและเก็บเข้าตู้ ( Oshi-ire ) ทุกเช้า  และเมื่อถึงเวลาจะเข้านอนก็นำออกมาปูใหม่แบบนี้ทุกวัน จะวางกองทิ้งไว้เพราะคิดว่าตอนกลางคืนก็จะกลับมานอนอีกแบบนี้ไม่ได้

และทุกเช้าเมื่อตื่นเช้ามาพบหน้ากับครอบครัว จะต้องทักทายครอบครัวด้วยคำว่า  おはようございますOhayou gozaimasu  แปลว่าสวัสดีตอนเช้า   ในเมืองไทยเราอาจจะไม่เคยพูดอรุณสวัสดิ์กับใครในตอนเช้า  แต่ที่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการทักทายนี้ เสมือนว่าเป็นการเริ่มต้นกิจกรรมในแต่ละวัน ไม่เพียงแต่ในครอบครัวเท่านั้น  เมื่อออกมานอกบ้านพบเจอเพื่อนบ้าน ไปถึงโรงเรียนพบกับคุณครู หรือเพื่อนร่วมชั้นก็ควรจะพูดคำนี้เช่นกัน

 

6. การทำความสะอาด

ในครอบครัวญี่ปุ่น งานในบ้านทั้งหมดจะเป็นภาระหน้าที่ของคุณแม่ แต่นักเรียนควรจะดูแลห้องของตัวเองให้สะอาดเรียบร้อย   และควรที่จะออกปากช่วยเหลืองานบ้านอื่นๆ เช่น ช่วยจัดเตรียมโต๊ะอาหาร   ช่วยล้างจาน ทำความสะอาดโต๊ะอาหาร ช่วยทำความสะอาดบ้าน ตากผ้า ฯลฯ การช่วยทำงานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ แสดงถึงความมีน้ำใจและความเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ไม่ใช่เป็นแค่เพียงแขกที่มาพักอาศัยกับครอบครัวเพียงอย่างเดียว

 

7. การใช้ห้องน้ำ

ให้ใช้รองเท้าสลิปเปอร์สำหรับ ใช้ในห้องน้ำเท่านั้น

ให้พกผ้าเช็ดหน้าและกระดาษชำระ ในห้องน้ำ สาธารณะจะไม่มีกระดาษชำระวางไว้ นอกจากนี้คนญี่ปุ่นจะไม่ใช้ผ้าเช็ดหน้าสั่งน้ำมูก

 

 

8. การอาบน้ำในห้องน้ำสาธารณะ

คนญี่ปุ่นมีประเพณีการอาบน้ำรวมกันมาตั้งแต่สมัยโบราณจึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะถูกเชิญชานจากเจ้าของบ้านให้ร่วมอาบน้ำด้วยทั้งนี้ยังมีการอาบน้ำรวมชายหญิงซึ่งเป็นเรื่องที่คนไทยอาจจะรู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่มาก


การอาบน้ำสาธารณะเรียกว่าเซนโตะ

ห้องอาบรวมแบบญี่ปุ่น เรียกว่า โอะฟุโร ออนเซนซึ่งก็คือสถานที่อาบน้ำแร่

การอาบน้ำในห้องน้ำสาธารณะจะต้องเตรียมอุปกรณ์ในการอาบน้ำไปเองทั้งหมด และจะต้องชำระร่างกายให้สะอาดก่อนลงไปแช่ตัว มีวิธีการดังนี้

  1. หากเป็นเซนโตะ ต้องเตรียมเครื่องใช้ส่วนตัวและผ้าเช็ดตัวไปเอง
  2. เมื่อเข้าไปในโอะฟุโร หรือออนเซนตามโรงแรมหรือรีสอร์ตมักจะมีตะกร้าใส่ของให้ ส่วนเซนโตะจะเป็นล็อกเกอร์
  3. ที่เชนโตะจะต้องจ่ายเงินตรงทางเข้า เมื่อเข้าไปแล้วต้องถอดเสื้อผ้าเก็บไว้ในล็อกเกอร์
  4. จากนั้นจึงไปนั่งตรงก๊อกน้ำ แล้วชำระร่างกายด้วยสบู่ให้สะอาดเสียก่อน
  5. ก่อนลงสระน้ำร้อน ให้วักน้ำขึ้นลูบไล้ตัวก่อนให้ร่างกายได้ปรับอุณหภูมิ เมื่อแช่แล้วรู้สึกว่าร้อนเกินไปให้ลุกขึ้นมารองน้ำจากก๊อกราดตัวแล้วจึงลงไปแช่ใหม่ ทำสลับกันก็ได้สำหรับผู้ที่ขังไม่เคยชิน
  6. การเข้าไปอาบน้ำในห้องอาบน้ำในห้องอาบน้ำสาธารณะพึงระลึกเสมอว่าการอาบน้ำรวมของชาวญี่ปุ่นนั้้ันเป็นเรื่องปกติมาก อย่าได้จ้องมองผู้อื่นหรืออาย จนพยายามปกปิดร่างกายมากเกินไปจนไม่น่าดู

9. การซักผ้า

โดยปกติ ครอบครัวชาวญี่ปุ่นจะมีเครื่องซักผ้า  บางบ้านอาจจะมีเครื่องอบผ้าด้วย   ซึ่งเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า ญี่ปุ่นนั้นขึ้นชื่อเรื่องอุปกรณ์ไฮเทค ส่วนใหญ่แล้วอุปกรณ์ต่าง ๆ จะเป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งสิ้น ฉะนั้นนักเรียนจึงควรสอบถามวิธีการใช้งานจากครอบครัวให้ดีว่าจะต้องทำอย่างไร

คนญี่ปุ่นจะไม่ถือในเรื่องของของสูงของต่ำ  เช่นชุดชั้นในหรือถุงเท้าสามารถซักรวมกับเสื้อผ้าอื่น ๆ ได้  รวมไปถึงการตากผ้า  ชุดชั้นในสามารถแขวนอยู่เหนือศีรษะได้

 

สอบถามเพิ่มเติม

อีเมล์และเบอร์โทรศัพท์ของคุณจะไม่แสดงให้ผู้อื่นเห็น * คือช่องที่ต้องกรอกข้อมูล

*


*

คุณสามารถใช้คุณสมบัติ HTML ได้ : <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

Set your Twitter account name in your settings to use the TwitterBar Section.