สถานที่ท่องเที่ยว

 
พระราชวัง

พระราชวังคยองบก หรือ เคียงบก ตั้งอยู่ที่ตอนเหนือของกรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี เป็นหนึ่งในห้าพระราชวังใหญ่ที่สร้างขึ้นโดยราชวงศ์โชซอน สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1937 (ค.ศ. 1394) โดย ชองโดจอน และได้กลายเป็นพระราชวังหลวงสำหรับประทับว่าราชการของกษัตริย์และเหล่าเชื้อพระวงศ์ของเกาหลีมาโดยตลอด และได้รับการต่อเติมโดยพระเจ้าแทจงและพระเจ้าเซจงมหาราช แต่บางส่วนของพระราชวังนั้นถูกเพลิงเผาวอดในช่วงที่ญี่ปุ่นบุกประเทศเกาหลี

พระราชวังมีเนื้อที่ 5.4 ล้านตารางฟุต โดยในช่วงต้นราชวงศ์โชซอนมีตำหนักอาคารมากถึง 200 อาคาร กระทั่งปี พ.ศ. 2135 ที่กองทัพญี่ปุ่นบุกรุกประเทศเกาหลี ตำหนักต่างๆ ได้ถูกทุบทำลาย ถูกเผาทิ้งไปเป็นจำนวนมาก ก่อนที่จะได้รับการบูรณะซ่อมแซม และสร้างพระราชวังขึ้นมาใหม่ในแบบฉบับเดิม โดยในปัจจุบันมีตำหนักทั้งสิ้น 10 ตำหนัก

คำว่า "เคียงบกกุง" ในภาษาเกาหลี แปลว่า "พระราชวังแห่งพรที่ส่องสว่าง (The Palace of Shining Blessings)"

พระราชวังชางด๊อกกุง หรือ พระราชวังชางด๊อก หนึ่งในห้าพระราชวังที่สำคัญที่สุดในสาธารณรัฐเกาหลี สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าแทจงแห่งราชวงศ์โชซอน เมื่อปี พ.ศ. 1948 (ค.ศ. 1405) แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 1955 (ค.ศ. 1412) ด้วยเหตุที่พระราชวังแห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของพระราชวังเคียงบก (Kyeongbok Palace) ผู้คนจึงเรียกพระราชวังแห่งนี้ว่าพระราชวังตะวันออก (East Palace) ซึ่งต่อมาในรัชสมัยของพระเจ้าซอนโจ กษัตริย์องค์ที่ 14 แห่งโชซอนได้โปรดเกล้าฯ ให้ขยายสนามหญ้าของพระราชวังเป็น 500,000 ตารางเมตร

พระราชวังท๊อกซู

พระราชวังเคียงฮึยกุง หรือ พระราชวังเคียงฮึย เป็นหนึ่งในห้าพระราชวังที่สำคัญที่สุดของราชวงศ์โชซอนและเกาหลีพระราชวังแห่งนี้ตั้งอยู่ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ สร้างในช่วงราชวงศ์โชซอนตอนปลายและพระราชวังแห่งนี้ได้เป็นพระราชวังแห่งที่ 2 ขององค์พระมหากษัตริย์ โดยพระราชวังแห่งนี้ตั้งอยู่ทางตะวันตกของโซล จึงเรียกว่า ซอกโวล (พระราชวังตะวันตก) โดยตั้งแต่รัชกาลพระเจ้าอินโจ - พระเจ้าชอลจง เป็นเวลา 10 รัชกาลที่ประทับที่นี่

 

พระราชวังชางเกียงกุง (Chang Gyeong Gung) หรือ พระราชวังชางเกียง หนึ่งในห้าพระราชวังที่สำคัญที่สุดใน เกาหลี ตั้งอยู่ในกรุง โซล ประเทศ เกาหลีใต้ เดิมเป็น พระราชวังฤดูร้อน ของกษัตริย์ ราชวงศ์โครยอ กระทั่ง พระเจ้าเซจงมหาราช มีดำริที่จะสร้างพระราชวังถวายแก่พระราชบิดาคือ พระเจ้าแทจง แต่ต่อมาในปี พ.ศ. 2026 ในรัชสมัย พระเจ้าซองจง ทรงโปรดให้บูรณะซ่อมแซมและขยายอาณาเขตของพระราชวัง และในปี พ.ศ. 2295 ได้มีกษัตริย์องค์หนึ่งประสูติ ณ พระราชวังแห่งนี้คือ พระเจ้าจองโจ หรือ องค์ชายลีซาน และระหว่างยุคล่าอาณานิคมของญี่ปุ่น พวกญี่ปุ่นได้สร้างสวนสัตว์ สวนสาธารณะ และพิพิธภัณฑ์ไว้ที่นี่ จนในปี ค.ศ. 1983 (พ.ศ. 2526) ได้มีการย้ายสวนสัตว์และสวนสาธารณะออกไปเหลือแค่พิพิธภัณฑ์เท่านั้น

 
 
สถานที่ช๊อปปิ้ง

ห้างสรรพสินค้า Coex Mall

ห้างสรรพสินค้า Central City Seoul

ห้างสรรพสินค้า Lotte

ช๊อปปิ้งย่าน Itaewon

ตลาดเมียงดง ( Myeongdong Market )

ตลาดนัมแดมุน ( Namdaemun Market )

ตลาดทงแดมุน ( Dongdaemun Market )

เมืองลอยฟ้า ณ สนามบินคิมโป

ถนนอินซาดง

( Insadong shopping street )

 
สถานที่เที่ยวอื่น ๆ
 

อุทยานแห่งชาติซอรัคซาน

(Seoraksan National Park)

โรงละครแห่งชาติ

หอคอยกรุงโซล (Seoul Tower)

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน

(National Folk Museum of Korea)

ประตูควางฮวามุน ( Gwanghwamun )

ศูนย์กลางศิลปะการแสดง เซจงเซ็นเตอร์

( Sejong Centre)

แดจังกึม Theme Park

( Dae Jung Kum Theme Park )

เกาะนามิ ( Namiseom )

ล็อตเต้เวิลด์ ( Lotte World )

 

เอเวอร์แลนด์ (Everland)

เกาะเชจู ( Jeju )

 
 

อาหาร

 

ผักดองเกาหลีกิมจิ (Kim Chi)

เนื้อย่างเกาหลี ( Bulgogi, Galbi)

สตูว์ ( Jjigae )

ไก่ตุ๋นโสม ( Samgyetang )

บะหมี่เย็น ( NaengMyeon )

ข้าวยำ ( BiBimBap )

 

เทศกาลในฤดูต่างๆ

ฤดูหนาว
เทศกาลตกปลาน้ำแข็งที่อินเจ (Ice Fishing Festival)
 
 

เทศกาลตกปลาน้ำแข็ง ณ บริเวณทะเลสาบโซยัง เมืองอินเจ ซึ่งเป็นเมืองที่สายน้ำมีความใสสะอาดที่สุด อีกทั้งป่าไม้ที่ปกคลุมทั่วขุนเขาและหุบเขาที่สลับซับซ้อน ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนและผจญภัยที่ได้มาตรฐานมากที่สุดของประเทศ

เทศกาลตกปลาน้ำแข็ง ที่ใน 1 ปี จะมีเพียงครั้งเดียวและช่วงเวลาเดียวเท่านั้นคือ ราวปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ประมาณ 2 อาทิตย์ ผืนน้ำที่กลายเป็นลานน้ำแข็งกว้างไกลสุดสายตาส่วนหนึ่งจะถูกกันไว้สำหรับบรรดานักตกปลาที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์อีกรูปแบบหนึ่ง กับการตกปลาบิงงอปลาน้ำแข็งขนาดเล็กประมาณนิ้วก้อยที่จะมีเฉพาะช่วงที่น้ำในแม่น้ำมีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งเท่านั้นโดยน้ำแข็งในบริเวณนั้นจะถูกเจาะเป็นหลุมเรียงกันเป็นแถวส่วนผู้มาเที่ยวชมก็แค่ซื้อเบ็ดที่มีตะขออันเล็กๆเป็นช่วงๆ ตามเอ็นที่ห้อยยาวลง หลังจากนั้นก็เอาไปหย่อนลงในโพรงน้ำแข็งที่เจาะไว้ให้แล้วก็นั่งรอเวลาปลากินเบ็ดปลาที่ตกขึ้นมาได้ คนเกาหลีจะสามารถรับประทานได้ทันทีแบบสดๆ พร้อมจิ้มกับน้ำจิ้มพริกสไตล์เกาหลี นอกจากนี้ยังมีการจัดการแข่งขันฟุตบอลบนน้ำแข็ง และกีฬาน้ำแข็งอื่นๆ การแข่งขันชิงแชมป์สุนัขลากเลื่อนหิมะ และรถแข่งหิมะ

 
เทศกาลหิมะแทแบคซาน (Taebaek Snow Festival)
 
 

ในทุกฤดูหนาวจะมีการจัดเทศกาลหิมะขึ้นที่จังหวัดคังวังโด โดยจะจัดในช่วงระหว่างปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ที่บริเวณอุทยานภูเขาแทแบ็ค และในส่วนอื่นๆด้วย เพื่อร่วมฉลองเทศกาลนี้ ซึ่งจัดขึ้นเพียง 9 วัน ต่อปีเท่านั้น งานยิ่งใหญ่ประจำปีนี้จัดมาตั้งแต่ปี 1995 โดยใช้ทัศนียภาพความสวยงามของภูเขาหิมะแทแบคเป็นฉาก ในช่วงนั้น ภูเขาแทแบคจะกลายเป็นสีเงินสดใสที่ถูกห่มไว้ด้วยหิมะขาวโพลน

ในงานเทศกาลหิมะนี้จะมีรายการที่น่าสนใจหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นขบวนพาเหรดที่เดินจากท้องถนนไปยังภูเขาแทแบค มีบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองที่เรียกว่ากิลนอรี ภายในงานมีการแสดงการประกวดประติมากรรมน้ำแข็งระดับประเทศ โดยศิลปินมืออาชีพระดับโลกรวมถึงระดับประเทศเกาหลีเองด้วย นอกจากนี้ยังมีการแสดงมายากล คอนเสิร์ต การแข่งขันประดิษฐ์ตุ๊กตาหิมะในหมู่สมาชิกครอบครัว เลื่อนหิมะการวิ่งแข่งมาราธอนหิมะเกมพื้นบ้านบนหิมะ และ งานออกร้านอาหารพื้นบ้านฤดูหนาวเป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้จึงดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสกับบรรยากาศอันโรแมนติกของฤดูหนาวที่เกาหลีใต้

 
ฤดูใบไม้ผลิ
เทศกาลโคมไฟดอกบัว (Lotus Lantern Festival)
 
 

เทศกาลที่สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ เมื่อศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ เหล่าพุทธศาสนิกชนในเกาหลีใต้จะร่วมแห่ขบวนโคมไฟดอกบัว และเดินขบวนแห่มังกร ในวันก่อนถึงวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน จะมีการห้อยโคมไฟดอกบัวหลากสีสัน พร้อมการจัดเทศกาลรื่นเริงทั่วประเทศ ตั้งแต่ในพระราชวังไปจนถึงหมู่บ้านเล็กๆ

ปัจจุบันเทศกาลโคมไฟดอกบัวได้กลายเป็นงานประเพณี ประจำปีไปแล้ว โดยเฉพาะในใจกลางกรุงโซล จุดเด่นของงานคือ ขบวนพาเหรดโคมไฟในใจกลางกรุงโซล โดยเริ่มขบวนตั้งแต่สนามกีฬาทงแดมุน ใกล้บริเวณวัดพงอึนซา ไปจนถึงวัดโชเกซาในย่านชงโน เส้นทางของขบวนประมาณ 5 กิโลเมตร ประกอบไปด้วยแสงสีจากโคมไฟในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ เช่น มังกร เสื้อ หรือช้าง ซึ่งเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา และมีขบวนพาเหรดของประเทศต่างๆ ที่ผู้คนนับถือศาสนาพุทธ เช่น อินเดีย จีน ศรีลังกา เนปาล รวมทั้งจากประเทศไทยด้วย

นอกจากนี้ผู้ร่วมงานสามารถเดินชมนิทรรศการเกี่ยวกับศาสนาพุทธ
ตลอดแนวถนน และกิจกรรมทางด้านบันเทิง และพุทธสาระ ตลอดจนการทำโคมบัวด้วยตัวเองเพื่อร่วมขบวน ซึ่งมีอุปกรณ์และผู้สอนฟรี การทำสมาธิ และการแสดงระบำพื้นเมือง พร้อมการละเล่นพื้นเมืองของประเทศต่างๆ

 
ฤดูใบไม้ร่วง
เทศกาลระบำหน้ากาก (Mask Dance Festival)
 
 

จัดขึ้นในเมืองอันดง ซึ่งเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมขงจื๊อของเกาหลี จะมีทั้งการแสดงของเกาหลีเอง และจากนานาประเทศ ที่หมู่บ้านฮาโฮ ที่ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมแห่งหนึ่งของเกาหลี ที่นี่นอกจากนักท่องเที่ยวจะได้ชมการเต้นรำหน้ากากในป่าสนแล้ว ยังได้ตื่นตาตื่นใจกับ “ฮาโฮ ซอนยูจุลบุลโนรี” ซึ่งเป็นดอกไม้ไฟพื้นเมืองของเกาหลี ที่จุดข้ามท้องฟ้าเวลากลางคืน ทำให้เกิดบรรยากาศที่สวยงามสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เหล่าบรรพบุรุษเชื่อว่า ซอนยูจุลบุลโนรีสามารถป้องกันการแพร่ระบาดของโรคภัยไข้เจ็บ และเพื่อปัดเป่าความโชคร้าย

หน้ากากที่หมู่บ้านฮาโฮจะมีจุดเด่นตรงที่ทำด้วยไม้ทั้งหมด ถ้าเมืองหรือหมู่บ้านอื่นจะใช้วัสดุอื่นร่วมด้วย เช่น กระดาษ ผลน้ำเต้า และขนสัตว์ ส่วนละครระบำที่มีชื่อเสียงมากที่สุดได้แก่ ฮาโฮ เบียวซินกุต ทัลลอรี ซึ่งเป็นละครระบำหน้ากากนักบวชซึ่งได้มีการเล่นมากว่า 500 ปี ในหมู่บ้านฮาโฮ เป็นการสวดขอพรเทวดาผู้พิทักษ์ให้มีสุขภาพดี และเกิดสันติสุขในชุมชน เพิ่มเติมสีสันด้วยคำถากถางอันเผ็ดร้อนต่อบรรดาชนชั้นสูงที่ทุจริต และพระที่กระทำผิด หรือพระที่ฟุ่มเฟือย

 
ฤดูร้อน
เทศกาลโคลนโพเรียง (Boryeong Mud Festival)
 
 

จัดขึ้นช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ชายหาดแดเจิน เมืองโพเรียง จังหวัดชุงชองนัมโด ตั้งอยู่ชายฝั่งทะเลตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศเกาหลีใต้ สิ่งที่ดึงดูดให้มีผู้มาเยือนตลอดปีของที่นี่ก็คือ “หาดแทชอน” ซึ่งเป็นหาดรูปจันทร์เสี้ยวที่ยาวที่สุดในฝั่งทะเลตะวันตก “หาดมูจางโป” ที่มีชื่อเสียงว่าเป็นปาฏิหาริย์แห่งโมเสสอีกแห่งนอกจากที่เกาะชินโด เนื่องด้วยความมีชื่อเสียงของโคลนที่เมืองโพเรียง ซึ่งได้รับการกล่าวขวัญกันว่ามีคุณสมบัติในการบำรุงผิว สามารถช่วยป้องกันรังสีอินฟาเรด และมีแร่ธาตุต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น แร่ธาตุเจอเมเนี่ยม ที่ช่วยปกป้องผิวและรักษาโรคที่เกี่ยวกับผิวหนังได้หลายชนิด มีส่วนช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของเลือด ประทินผิว ช่วยชะลอความชรา ลบรอยเหี่ยวย่น ขจัดน้ำมันส่วนเกิน และคราบสกปรกจากผิวหนัง เทศกาลนี้จึงเป็นที่นิยมของผู้คนทั้งชาวเกาหลีและชาวต่างชาติ ซึ่งนิยมมาพอกโคลนบำรุงผิวกันที่นี่ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน

สำหรับรายการสำคัญของงาน มีทั้งการบรรยายเกี่ยวกับสุขภาพและอนามัย ภาคปฏิบัติเกี่ยวกับโคลน เช่น การนวดตัวด้วยโคลน การบำรุงผิว และแต่งหน้าด้วยโคลน การแข่งขันมวยปล้ำ และชักเย่อในโคลน นอกจากนี้ยังมีการแสดงทางด้านวัฒนธรรม และการละเล่นพื้นเมืองของเกาหลี การประกวดภาพถ่าย และการแข่งขันวอลเล่ย์บอลชายหาด และการประกวด “ราชาโคลน” ชิงเงินรางวัล 2 ล้านวอนผู้มาเยือนยังสามารถหาซื้อ
เครื่องประทินโฉมที่ทำจากโคลนในราคาพิเศษ ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีชื่อเสียง
ในต่างประเทศและได้เริ่มแพร่หลายในเมืองไทยด้วยเช่นกัน

 

การละเล่น

การเล่นว่าว / ยอนนัลลีกี

เป็นการละเล่นที่ผู้คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ชื่นชอบมาตั้งแต่โบราณ โดยเป้าหมายในการแข่งว่าวของชาวเกาหลี คือ ชักว่าวของตนให้ไปตัดสายป่านว่าวของฝ่ายตรงข้ามให้ขาดจนหัวปักลงดินให้ได้ ว่าวรูปสี่เหลี่ยม (ยอน) ทำขึ้นด้วยการขึงไม้ไผ่บนแผ่นกระดาษชังโฮจิตามขวางและเย็บเข้าติดกัน และสายป่านมักทำจากไหมที่โรยเศษกระเบื้อง หรือกากเพชรละเอียดเคลือบไว้เพื่อให้คม เพียงเท่านี้ ว่าวก็พร้อมจะถูกปล่อยให้ลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า
การเล่นว่าวเป็นที่นิยมกันมาก โดยเฉพาะในวันประเพณีต่างๆ เช่นวันขึ้นปีใหม่ทางจันทรคติ หรือวันฉลองอื่นๆของชาวบ้าน มีการชิงชนะเลิศการเล่นว่าวไปหลายๆเมืองในเกาหลี หรือวันอาทิตย์ที่ลมดี จะมีสมาชิกชมรมว่าวของกรุงโซลออกมาแข่งขันกันที่สวนสาธารณะฮันกัง งานเทศกาลว่าวนานาชาติของที่นี่ จะจัดขึ้นในเดือนแรกของปีตามปฏิทินทางจันทรคติ

 
หมากล้อม (Baduk)
 
 

พาดุก หรือในภาษาญี่ปุ่น เรียกว่า “โกะ” หรือหมากล้อม เป็นการละเล่นแบบกระดาน โดยมีผู้เล่น 2 คน แข่งกันยึดครองพื้นที่บนกระดาน กระดานพาดุกจะตีเส้นตรงตัดกัน ในแนวตั้งและแนวนอน ด้านละ 19 เส้น ตัวหมากแบ่งเป็นหมากขาวและหมากดำ ในสมัยโกคูรยอและแพ็กเจ พาดุกถือเป็นการละเล่นสำหรับขุนนางชั้นสูงและเพิ่งจะ กลายมาเป็นที่นิยมเล่นกันในหมู่ชาวบ้านเมื่อหลังปี 1945 นี้เท่านั้น ปัจจุบันเกาหลีมีศาลาเล่นพาดุกตั้งอยู่ตามเมืองต่างๆ แทบจะทุกแห่งก็ว่าได้ ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่จะชอบเล่นพาดุกกัน นอกจากจะเล่นเพื่อความสนุกสนานแล้ว ยังช่วยฝึกสมองให้รู้จักคิดและเล่นยากกว่าหมากรุก พาดุกจึงได้รับความนิยมเล่นอย่างแพร่หลาย ในภาคตะวันออกไกลและทั่วโลก บัดนี้กลายเป็นการละเล่นระดับสากลไปแล้ว

 
กระดานหก ( Neolttwigi )
 
 

กระดานหกเป็นประเพณีการละเล่นแบบชาวบ้านสำหรับสุภาพสตรี วิธีการก็คล้ายกับม้ากระดกแบบตะวันตก นั่นคือ มีแผ่นไม้ยาว ซึ่งส่วนกลางจะตั้งอยู่บนกองฟางที่แห้งแข็ง ผู้เล่นจะมี 2 คน โดยแต่ละคนจะผลัดกันกระโดดลงบนลายไม้แต่ละข้าง ส่งให้อีกฝ่ายตัวลอยขึ้นกลางอากาศ การละเล่นนี้มักจะเล่นกันในวันหยุดตามประเพณีต่างๆ เช่น วันขึ้นปีใหม่ทางจันทรคติ วันชูซก หรือวันทาโน๊ะ ซึ่งจัดในช่วงฤดูใบไม้ผลิมาแต่ครั้งโบราณ การละเล่นเหล่านี้คิดค้นขึ้นเพื่อให้สตรีชั้นสูงของเกาหลีในสมัยโบราณ มีโอกาสได้มองเห็นความเป็นไปของโลกนอกกำแพงบ้านอันสูงใหญ่บ้าง เพราะพวกนางไม่ได้รับอนุญาตให้ออกนอกบ้านในเวลากลางวัน

 
ไพ่เกาหลี / ฮวาทู

ไพ่เกาหลีเรียกว่า ฮวาทู มีขนาดเท่ากลักไม้ขีดไฟ นอกจากใช้เล่นเพื่อความเพลิดเพลินแล้วยังใช้ไพ่ในการทำนายโชคชะตาได้อีกด้วย 1 สำรับมีไพ่ทั้งหมด 48 ใบ แทนเดือนทั้ง 12 เดือนใน 1 ปี ดังนี้

 
ไพ่ต้นสน = มกราคม ไอริส = กรกฎาคม
ต้นพลัม = กุมภาพันธ์
พระจันทร์ = สิงหาคม
เชอร์รี่ = มีนาคม เบญจมาศ = กันยายน
โคลฟเวอร์ป่า = เมษายน เมเปิ้ล = ตุลาคม
กล้วยไม้ = พฤษภาคม พาวโลเนีย = พฤศจิกายน
โบตั๋น = มิถุนายน สายฝน = ธันวาคม
 
ชิงช้า / คึเนตุยกี

ชิงช้านี้ก็เป็นการละเล่นแบบชาวบ้านอีกอย่างหนึ่ง ที่นิยมเล่นกันในหมู่สุภาพสตรีเช่นเดียวกับนอลตุยกี และนิยมเล่นกันในวันทาโน๊ะ คึเนเป็นชิงช้าของเกาหลีทำขึ้นโดยใช้เชือก 2 เส้น ซึ่งมีความยาว 6 เมตร ผูกติดกับแผ่นไม้และนำไปแขวนติดกับต้นไม้สูงหรือผูกติดกับไม้ซุง ซึ่งต่อเป็นคานแล้วแกว่งตัวขึ้นไปกลางอากาศอย่างสนุกสนาน หญิงสาวชาวเกาหลีจะโล้ชิงช้าคึเนนี้ไปได้สูงทีเดียว คึเนตุยกีจึงเป็นการละเล่นที่ชาวบ้านทุกเพศทุกวัยเล่นกันในระดับประเทศ

 
แบ็กแกมมอน / ยุทโนรี

เป็นเกมที่ผู้สูงอายุนิยมเล่นกันตามริมถนนโดยใช้แท่งไม้ยาว 10 นิ้ว 4 แท่ง โยนขึ้นไปกลางอากาศ ผู้เล่นจะเดินเบี้ยของตนไปตามจำนวนแท่งไม้ที่หงายขึ้นหรือคว่ำลง เพื่อนำเบี้ยทั้ง 4 ตัวไปถึงเส้นชัย ชาวเกาหลีนิยมเล่นกันในเดือนมกราคมตามจันทรคติ และเป็นการละเล่นของเกาหลีแท้ๆ ยุท เป็นคำๆหนึ่งในเกมนี้ (โด, เก, กล, ยุท และโม) หมายความว่า “สี่” เกมมีความคล้ายคลึงกับเกมพาชีสิ แต่การเล่นแบ่งออกเป็น 2 ทีม ซึ่งจะเดินหมากไปรอบๆ หลังจากการโยนไม้

 
หมากรุกเกาหลี / จางกี

เกาหลีรับเอาหมากรุกจากแถบเมโสโปเตเมียผ่านเข้ามาทางประเทศจีน ชายชาวเกาหลีมักจับกลุ่มเล่นหมากรุกกันทั้งตามบาทวิถี ในร้านค้าและตามสวนสาธารณะ ชางกีเป็นการละเล่นแบบกระดานคล้ายหมากรุก กระดานและตัวหมากเดินทำด้วยไม้หรือพลาสติก มีผู้เล่น 2 คน ผู้เล่นแต่ละฝ่ายจะมีหมาก 16 ตัว ประกอบด้วย ขุนหนึ่ง รถศึกสอง ปืนใหญ่สอง ม้าสอง ช้างสอง องครักษ์รักษาวังสอง และพลทหารอีกห้า โดยจะเขียนสัญลักษณ์อักษรจีนเอาไว้บนตัวหมาก ผู้เล่นแต่ละฝ่ายจะต้องรุกฆาตขุนของฝ่ายตรงข้ามให้ได้ บรรดานักเล่นหมากรุกทั้งหลายย่อมรู้จักตัวพระราชา เรือ ม้า และเบี้ยอื่นๆ แต่คงไม่เคยเห็นช้างและปืนใหญ่ซึ่งไม่มีในหมากรุก

   

เรื่องทั่วไป

 

วันหยุดประจำชาติ

 

ระบบการศึกษา

 

แนะนำสถาบันภาษา

BestFriend Language

GEOS

The Korean Language Institute

 

ประเภทชองวีซ่า

 

สถานที่ท่องเที่ยว

 

การคมนาคม

 

การเตรียมตัวก่อนเดินทาง

 

การสอบ TOPIK