การศึกษา |
| |
รัฐบาลของมาเลเซียต้องการที่จะให้พัฒนาให้ประเทศมาเลเซียเป็น ศูนย์กลางความเป็นเลิศด้านการศึกษาในภูมิภาคนี้ โดยมีการวางแผนพัฒนายุทธศาสตร์ด้านนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลของการพัฒนาเห็นได้ชัดจากการที่มีนักเรียนต่างชาติ เดินทางเข้ามาทำการศึกษาที่ประเทศมาเลเซียเป็นจำนวนสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ และในปัจจุบันนี้ มีจำนวนนักศึกษาต่างชาติมากถึง 50,000 คนจากประเทศต่าง ๆ กว่า 100 ประเทศแล้ว แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของการศึกษาระดับนานาชาติที่มีคุณภาพ ประกอบกับหลักสูตรมีความหลากหลายเป็นที่ยอมรับ และมีราคาที่เหมาะสมด้วย ซึ่งนักศึกษามีทางเลือกมากมายในการเลือกสถาบันที่มีรวมกันแล้วมากกว่า 600 แห่ง โดยแบ่งออกเป็น มหาวิทยาลัยของรัฐบาล (Public universities) จำนวน 20 แห่ง โพลีเทคนิค (Polytechnics) 24 แห่ง วิทยาลัยของรัฐ (Public community colleges) 37 แห่ง มหาวิทยาลัยเอกชน (private universities) 33 แห่ง วิทยาเขตของมหาวิทยาลัยนานาชาติ (Foreign university branch campuses) 4 แห่ง และวิทยาลัยเอกชน (Public Colleges) อีกประมาณ 500 แห่ง นอกจากนี้ สถาบันการศึกษาของทั้งประเทศอเมริกา ออสเตรเลีย อังกฤษ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมัน และนิวซีแลนด์ให้ความสนใจในการเข้ามาเปิดสอนหลักสูตรปริญญาตรีร่วม (Twinning) กับมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยในสถาบันต่าง ๆ ของประเทศมาเลเซียด้วย
|
| |
หน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบด้านการศึกษา |
| |
| การศึกษาในมาเลเซียมีหน่วยงานรับผิดชอบอยู่ 2 หน่วยงานหลัก ๆ ได้แก่ |
-
Ministry of Education หรือ MOE (กระทรวงศึกษาธิการ) ซึ่งจะดูแลการศึกษาในระดับ Primary education, Secondary education และ Post-secondary หรือ Pre-University education
-
Ministry of Higher Education หรือ MOHE (กระทรวงอุดมศึกษา) ดูแลการศึกษาในระดับ Tertiary education หรือ Higher education
|
| |
ระบบการศึกษา |
| |
ระบบการศึกษาของประเทศมาเลเซีย แบ่งออกเป็น 5 ระดับ ได้แก่ |
| |
|
| |
1. เตรียมความพร้อม (Pre-school education) คือ การศึกษาระดับอนุบาล (Kindergarten) โดยชาวมาเลเซียจะให้เด็กเรียนในระดับนี้ตอนอายุ 4 ปี
|
2. ประถมศึกษา (Primary education) เด็กทุกคนจะต้องเริ่มเรียนในระดับนี้ เมื่ออายุครบ 6 ปี (โดยให้เริ่มนับจากวันที่ 1 มกราคม ของปีการศึกษานั้น ๆ) ซึ่งจะใช้เวลาเรียน 6 ปี เหมือนกับประถมศึกษาปีที่ 1 - 6 ของประเทศไทย
|
| |
| โรงเรียนประถมศึกษาในมาเลเซียแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ |
| |
-
National Primary School จะใช้ภาษามาเลเซียในการสอน
-
Vernacular Shool จะใช้ภาษาจีนหรือทมิฬเป็นภาษาในการสอน
|
เมื่อเด็ก ๆ เรียนจบในระดับ Primary education เด็กทุกคนต้องผ่านการสอบข้อสอบระดับชาติ (Ujian Pencapaian Sekolah Rendah, UPSR) จึงจะขึ้นไปเรียนต่อในระดับ Secondary education ได้ |
| |
3. มัธยมศึกษา (Secondary education) เป็นการศึกษาต่อเนื่องจากระดับประถมศึกษา มีระยะเวลาเรียน 5 ปี หากเป็นโรงเรียนรัฐบาลจะสอนโดยใช้ภาษามาเลเซีย ซึ่งการศึกษาระดับนี้ แบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ระดับ คือ
|
| |
3.1 Lower Secondary (Form 1-3) และ
3.2 Upper Secondary (Form 4-5) |
| |
โรงเรียนที่เปิดสอนในระดับ Upper Secondary มี 3 สาขาคือ
|
นักเรียนที่เลือกเรียนสายวิชาการและเทคนิค เมื่อจบแล้วจะต้องสอบผ่านข้อสอบของรัฐคือ SPM (Sijit Pelajaran Malasia) และสายวิชาชีพคือ SPMV (Sijit Pelajaran Malasia Vokasional) หากสำเร็จการศึกษาระดับนี้ วุฒิที่ได้จะเทียบเท่ากับ GCSE O levels
เมื่อจบการศึกษาระดับนี้ สามารถเลือกว่าจะเรียนต่อในสายวิชาชีพ (Certificate หรือ Diploma) หรือเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา (Higher education)
|
| |
4. เตรียมอุดม (Post-secondary or Pre-University education) หากเลือกที่จะเรียนต่อในสายอุดมศึกษา จะต้องเข้ารับการศึกษาในระดับนี้ก่อนถึงจะสามารถ ก้าวต่อไปเรียนในระดับปริญญาตรีได้ การรับนักศึกษาเข้าเรียนในระดับนี้ จะดูสาขาที่เลือกตอนเรียนในระดับ Upper secondary และผลการเรียน SPM/SPMU เป็นหลัก และจะคัดเฉพาะเด็กที่ผ่านเกณฑ์เข้าศึกษาเท่านั้น การศึกษาในระดับนี้ใช้เวลา 1 - 2 ปี มี 2 เส้นทางคือ Sixth Form และ Matriculation การเรียนในเส้นทาง Sixth Form จะมี 3 สาขา คือ Arts, Science และ Technical ซึ่งเมื่อเรียนจบแล้วจะต้องสอบผ่านข้อสอบของรัฐคือ STPM (Sijit Tinggi Perselolaham Malaysia) โดยจะได้วุฒิเทียบเท่ากับ GCE A levels ส่วน Matriculation คือการสมัครเรียนตรงกับทางสถาบัน ซึ่งหลังจากที่เรียนจบจะต้องสอบให้ผ่านถึงจะสามารถเข้าเรียนในระดับปริญญาตรีได้
ส่วนโรงเรียนเอกชนที่สอนภาษาจีนนั้น ระบบการเรียนนั้นจะแตกต่างกับโรงเรียนรัฐบาล ในเรื่องของระยะเวลาการเรียนที่ต้องเรียนเป็นเวลา 6 ปี และจะต้องเข้ารับการทดสอบที่เรียกว่า the Unified Examination Certificate (UEC) ซึ่งจัดการโดยสมาคมครูและคณะกรรมการโรงเรียนจีน
|
| |
|
| |
5. อุดมศึกษา (Tertiary or Higher education) การศึกษาในระดับนี้จะอยู่ภายใต้การควบคุมของ Ministry of Higher Education โดยหลักสูตรที่อยู่ในระดับนี้ ประกอบด้วย หลักสูตร Certificate หลักสูตร Diploma หลักสูตร First Degree (Undergraduate Degree หรือปริญญาตรี) และ Higher degree (Professional Degree หรือระดับปริญญาโทและปริญญาเอก)
|
| |
เส้นทางการศึกษา |
| |
|
| |
|
| |
สรุปรายละเอียดของระดับการศึกษา |
| |
ระดับ |
รายละเอียด |
อายุ |
ระยะเวลา |
1. Pre-school education |
หลักสูตรเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่การศึกษาภาคบังคับ |
4-6 ปี |
2 ปี |
2. Primary education |
หลักสุตรการศึกษาที่คล้ายกับระบบประถม 1-6 ของไทย ที่ประเทศมาเลเซ๊ยใช้ชื่อเรียกว่า Standard 1-6 หลังจากเรียนจบ Standard 6 แล้วจะต้องเข้าสอบ UPSR |
7-12 ปี |
6 ปี |
3. Secondary education |
หลักสูตรการศึกษาที่คล้ายกับระบบมัธยม 1-5 ของไทย ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ระดับ
3.1 Lower Secondary (Form 1-3)
3.2 Upper Secondary (Form 4-5) โดยในระดับ Upper นี้ต้องเลือกสายการเรียนดังนี้
3.2.1 Academic secondary education
3.2.2 Technical/Vocational secondary education
3.2.3 Religious secondary education
เมื่อเรียนจบแล้วจะต้องเข้าสอบให้ผ่านเกณฑ์ของ SPM หรือ SPMV |
13-15 ปี
16-17 ปี |
5 ปี |
4. Post-secondary education |
หลักสูตรที่เรียนเพื่อเป็นทางผ่านไปสู่การเรียนในระดับอุดมศึกษา (ปริญญาตรี) ซึ่งมีทางเลือก คือ
4.1 Sixth Form ทางเลือกนี้สำหรับนักเรียนที่ต้องการเรียนต่อในมหาวิทยาลัย ของรัฐ ซึ่งคะแนนจากการรียนในระดับนี้มีผลต่อการเลือกเรียนในมหาวิทยาลัย
4.2 Matriculation, Foundation หลักสูตรสมัครเข้าตรงของทางมหาวิทยาลัย หลังจากที่เรียนจบแล้วจะต้องสอบวัดผลว่าสามารถไปเรียนต่อในระดับปริญญาได้หรือไม่
4.3 หากได้ผลการเรียนเทียบเท่าระดับ STPM หรือ IBDP Diploma สามารถสมัครเรียนในระดับปริญญาตรีได้ แต่ก็ยังต้องดู requirement อื่นของหลักสูตรนั้น ๆ ด้วย เช่น ระดับทักษะภาษาอังกฤษ, เกรดเฉลี่ยในระดับมัธยมปลาย เป็นต้น
|
18-19 ปี |
1.5-2 ปี
1 ปี |
5. Higher education |
หลักสูตรระดับอุดมศึกษา ซึ่งหลักสูตรที่อยุ่ในระดับนี้ได้แก่
-
Certificate Level ผู้ที่ต้องการเรียนในหลักสูตรนี้จะต้องสำเร็จวุฒิการศึกษาในระดับ Secondary education หรือเทียบเท่า SPM
-
Diploma Level ผู้ที่ต้องการเรียนในหลักสูตรนี้จะต้องสำเร็จวุฒิการศึกษาในระดับ Secondary education หรือเทียบเท่า SPM
-
Bachelors Degree Level หรือปริญญาตรี ผู้ที่ต้องการเรียนในหลักสูตรนี้จะต้องสำเร็จวุฒิการศึกษาในระดับ Post-secondary education หรือเทียบเท่า STPM, GCE A levels หรือเกณฑ์อื่น ๆ ที่ทางสถาบันกำหนดไว้
-
Masters Degree Level หรือปริญญาโท ผู้ที่ต้องการเรียนในหลักสูตรนี้ จะต้องสำเร็จวุฒิการศึกษาในระดับ Bachelors Degree Level หรือปริญญาตรี
-
PhD (Doctor of Philosophy) หรือปริญญาเอก ผู้ที่ต้องการเรียนในหลักสูตรนี้ จะต้องสำเร็จวุฒิการศึกษาในระดับ Masters Degree Level หรือปริญญาโท
|
|
1 - 1.5 ปี
2 - 3 ปี
3 - 5 ปี
1 - 3 ปี
3 - 5 ปี |
|
| |
|
| |
ประเภทของหลักสูตรปริญญาตรีที่น่าสนใจ มีดังนี้ |
| |
1. Twinning Degree Programmes (2+1) เป็นโปรแกรมที่นักเรียนจะเรียนในมาเลเซียใน ปีที่ 1 และ ปีที่ 2 ส่วนปีสุดท้ายจะไปเรียนที่มหาวิทยาลัยที่ต่างประเทศ
Twinning Degree Programmes มีมาประมาณ 20 ปี เป็นหลักสูตรที่ได้รับความนิยมมากในหมู่นักเรียนที่ต้องการ International Bachelors degree ซึ่งนักเรียนจะสามารถเรียนในมาเลเซียก่อน 1 ปี, 1ปีครึ่ง, 2 ปี, 2 ปีครึ่ง และในส่วนที่เหลือจึงไปเรียนในมหาวิทยาลัยหลักของต่างประเทศและรับปริญญาที่นั่นโดยตรง ซึ่งปัจจุบัน สถาบันต่าง ๆ ในประเทศมาเลเซียได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำจากหลาย ๆ ประเทศเปิดสอนหลักสูตรนี้ อาทิเช่น ประเทศอังกฤษ, ออสเตรเลีย, อเมริกา, นิวซีแลนด์, ฝรั่งเศส และเยอรมัน
|
| |
ข้อดีของ Twinning Degree Programme |
-
ได้รับ Foreign degree โดยที่ใช้งบประมาณต่ำกว่าไปเรียนที่ประเทศนั้น ๆ แบบเต็มเวลา เพราะค่าเรียนและค่าครองชีพของประเทศมาเลเซียถูกกว่า
-
ได้รับประสบการณ์การศึกษา เรียนรู้วัฒนธรรม และวิถีชิวิตจากผู้คนทั้ง 2 ประเทศ
|
| |
2. 3+0 Degree Programmes เกิดจากการขยายฐานการศึกษาใน Twinning Programme ซึ่งมีนักเรียนสนใจมากขึ้น จึงอนุญาติให้นักเรียนสามารถเรียนปริญญาตรีทั้ง 3 ปีในมหาวิทยาลัยที่เป็น Partner ในมาเลเซียได้ โปรแกรมนี้ได้เริ่มเปิดสอนเมื่อปีค.ศ. 1998 ซึ่งการเรียนการสอนหลักสูตรต่าง ๆ รวมถึงวิธีการประเมินผลจะได้คุณภาพเช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยที่เป็นต้นแบบของหลักสูตร
|
| |
ข้อดีของ 3+0 Degree Programme |
โปรแกรมนี้มีข้อดีในแง่ของการประหยัดงบประมาณค่าใช้จ่ายของนักเรียน เนื่องจากเมื่อเทียบค่าเรียนของการเรียนในมาเลเซียกับการเรียนในมหาวิทยาลัยที่เป็นต้นแบบของหลักสูตรนั้น ค่าเรียนจะมีความแตกต่างกัน และในส่วนของค่าใช้จ่ายในการอยู่อาศัยนั้น ทางประเทศมาเลเซียก็มีค่าครองชีพที่ถูกกว่ามาก
|
| |
3. International Degrees จาก Foreign Universities ที่อยู่ในประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยนานาชาติที่มาเปิดการเรียนการสอนในมาเลเซียอยู่ 4 มหาวิทยาลัย ซึ่งเปิดการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท โดยมหาวิทยาลัยแรกที่มาเปิดคือ Monash University ของประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเริ่มก่อตั้งเมื่อ ค.ศ. 1998
|
| |
4. Degrees จาก มหาวิทยาลัยในมาเลเซียเอง ปัจจุบันมหาวิทยาลัยเอกชนหลาย ๆ แห่งมีการพัฒนาระบบการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง และหลาย ๆ สถาบันก็ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ สาขาที่เปิดสอนมีทั้ง Business, Life Science, Applied Science, Engineering, Hospitality, Creative Art, Social Science, IT, Medicine, Dentistry&Pharmacy
|
| |
5. American Degree program เริ่มต้นเมื่อกลางปีค.ศ. 1980 โดยนักเรียนที่เรียน Program นี้นั้นจะเรียนทั้งหมด 4 ปี โดยเรียนที่มาเลเซียใน 2 ปีแรก หรือประมาณ 40-70 หน่วยกิต ก่อนจะย้ายไปเรียนในมหาวิทยาลัยที่นักเรียนเลือกไว้ในอเมริกา โดยนักเรียนจะสามารถเลือกมหาวิทยาลัยที่เรียนได้จากมหาวิทยาลัยในอเมริกาจำนวน 200 มหาวิทยาลัย และโอนหน่วยกิตไปเรียนที่นั่น
ซึ่งนอกจาก American Degree Transfer Programme แล้ว บางสถาบันก็มีหลักสูตร Australian University Transfer Programme, UK University Transfer Programme และ Canadian University Transfer Programme
|
| |
6. External Degree Program ในโปรแกรมนี้ นักเรียนที่เรียนจะกลายเป็น External student ของมหาวิทยาลัยจากต่างชาติในขณะที่เรียนในประเทศมาเลเซีย
|
| |
7. Online Bachelors Degree
บางมหาวิทยาลัยในประเทศมาเลเซียเองก็เปิดหลักสูตรการเรียนการสอนออนไลน์ อาทิเช่น Open University of Malaysia, Universiti Tun Abdul Razak และ Malaysia Multimedia University
|
| |
8. Advanced Standing Program
เป็นข้อตกลงกับทางมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ, ออสเตรเลีย, แคนาดา, ไต้หวัน และอื่น ๆ ที่ทำร่วมกับวิทยาลัยเอกชนในมาเลเซียตั้งแต่ค.ศ. 1980 Advanced Standing Program คือ Diploma โปรแกรมของวิทยาลัยเอกชนที่จะเป็นตัวกลางในการเข้ามหาวิทยาลัยนานาชาติหลาย ๆ ที่ ที่ทำการตกลงกันไว้แล้ว
|
| |
คุณสมบัติขั้นต่ำ ที่ใช้ในการสมัครเรียนในระดับปริญญาตรี |
-
วุฒิการศึกษาระดับ STPM หรือเทียบเท่าระดับ GCE A Level และ
-
ผลสอบภาษาอังกฤษ <ช่วงระดับคะแนนจะสูงหรือต่ำนั้น ขึ้นอยู่กับสาขาและสถาบันที่เลือกเรียน>
|
| |
TOEFL CBT (The Computer-Based Test) |
173 ถึง 250 หรือ |
TOEFL IBT (Internet-Based Test) |
60 ถึง 100 หรือ |
IELTS |
6.0-7.0 หรือ |
MUET |
Band 3-6 |
|
| |
ทุนการศึกษา - มาเลเซีย |
| |
ทุนรัฐบาลมาเลเซีย
ทุนรัฐบาลมาเลเซีย เป็นทุนที่ให้สำหรับผู้ที่จบปริญญาตรี และกำลังรับราชการเพื่อเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโทในประเทศมาเลเซีย สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ สถานทูตมาเลเซีย เลขที่ 33-35 ถ.สาทรใต้ แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120
|
| |
หรือสามารถติดตามข่าวทุนการศึกษา อื่น ๆ ได้ที่ www.educatepark.com/news/scholarship.php |
| |
การขอ Student Pass ในมาเลเซีย |
| |
นักเรียนไทยที่ต้องการจะมาเรียนที่ประเทศมาเลเซียจะต้องขอ Student Pass ซึ่งผู้ที่ให้การรับรองในการขอ Student Pass ให้กับนักเรียนก็คือสถาบันที่นักเรียนสมัครเรียนนั่นเอง
|
| |
เอกสารที่จะต้องเตรียม |
-
Offer Letter จากทางสถาบันการศึกษา
-
Form IMM.14 ที่กรอกเรียบร้อยแล้ว
-
สำเนา Passport 2 ใบ
-
รูปถ่ายขนาดเดียวกับใน Passport 2 รูป
|
| |
กรณีที่ 1 นักเรียนสมัครเรียนและดำเนินการขอ Student Pass ในประเทศไทย
นักเรียนจะได้รับ Letter of Approval จากทางสถานฑูตสำหรับการเดินทางเข้าประเทศ และยื่นเพื่อได้รับวีซ่าชั่วคราวที่สนามบิน และจากนั้น 2 สัปดาห์นักเรียนจะได้รับ Student Pass Sticker
|
| |
กรณีที่ 2 นักเรียนสมัครเรียนที่มาเลเซียและขอ Student Pass ที่นั่น
คนไทยส่วนใหญ่หากไปเที่ยวมาเลเซียไม่เกิน 1 เดือนจะไม่จำเป็นต้องขอวีซ่า และใช้แค่เพียงพาสปอร์ตและการกรอกฟอร์มบนเครื่องบินเท่านั้น เมื่อนักเรียนไปถึงและต้องการสมัครเรียนที่นั่นก็สามารถทำได้ ซึ่งสามารถติดต่อกับทางสถาบันได้โดยตรง แต่ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่ากรณีที่ 1
|
| |
ค่าใช้จ่ายในการยื่นขอ Student Pass เนื่องจากทางสถาบันต้องเป็นคนยื่นขอ Student Pass ให้กับนักเรียนดังนั้นค่าใช้จ่ายทั้งหมดขึ้นอยู่กับการกำหนดของทางโรงเรียน
|
| |
ค่าใช้จ่าย |
| |
มาเลเซียถือว่าเป็นประเทศที่มีค่าใช้จ่ายในการศึกษาและค่าครองชีพที่ค่อนข้างถูก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่ง ที่ทำให้นักเรียนต่างชาติหลายๆคน เลือกประเทศมาเลเซียเป็นสถานที่สำหรับการศึกษาต่อ ค่าใช้จ่ายสามารถแบ่งออกกว้าง ๆ ได้ 2 ประเภท คือ ค่าใช้จ่ายสำหรับการเรียน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ สำหรับการอาศัยในประเทศมาเลเซีย โดยแบ่งออกโดยละเอียดได้ดังนี้
|
| |
ค่าใช้จ่ายสำหรับการเรียน ประกอบด้วย |
-
ค่าสมัครเรียน (Registration Fee)
-
ค่าหน่วยกิจหรือค่าเล่าเรียน (Tuition Fee)
-
เงินมัดจำ (Deposit)
-
ค่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์, ค่าเครื่องมือในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ (Computer/Science Laboratory Fee)
-
ค่าประกันสุขภาพ (Health & Hospitalisation Insurance Premium)
-
ค่าห้องสมุด (Library Fee)
-
ค่าใช้จ่ายจิปาถะต่าง ๆ
|
| |
ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ สำหรับการอาศัยในประเทศมาเลเซีย ประกอบด้วย |
-
ค่าที่พัก (Accommodation) โดนราคาจะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับที่ตั้ง และประเภทของที่พัก เช่น หอพักในสถาบัน, อพาร์ทเม้นท์, คอนโดมิเนียม, บ้านให้เช่า ฯ
-
ค่าอาหารและค่ารักษาความสะอาด (Food / Housekeeping)
-
ค่าซัก-รีดเสื้อผ้า
-
ค่าเดินทาง
-
ค่าโทรศัพท์
-
ค่าหนังสือและอุปกรณ์การเรียน
-
ค่าใช้จ่ายส่วนตัว
|
| |
การทำงานในขณะเรียนอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย |
| |
อนุญาตให้ทำงานได้ เฉพาะหลักสูตรที่มี School break เท่านั้น โดยนักเรียนจะได้รับอนุญาติให้ทำงาน Part-time 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยนักเรียนจะได้รับอนุญาติให้ทำงานได้ในสถานที่ต่อไปนี้
-
ภัตราคาร/ร้านอาหาร
-
ปั๊มน้ำมัน
-
มินิมาร์ท
-
โรงแรม
|
แต่นักเรียนจะไม่ได้รับอนุญาติให้ทำงานในตำแหน่ง Cashier |
| |
การยื่นขอใบอนุญาตทำงาน |
| |
นักเรียนสามารถยื่นความประสงค์ขออนุญาตทำงานได้ที่สถาบันที่นักเรียนทำการเรียนอยู่ โดยใบอนุญาตทำงานจะถูกติดไว้กับ visa และมีอายุ 3 เดือน ซึ่งใบอนุญาตทำงานนี้ สามารถยื่นเรื่องขอต่ออายุได้ แต่มีเงื่อนไขอยู่ที่การทำงานดังกล่าว จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อการเรียนโดยจะประเมิยจากผลการเรียนเป็นหลัก
|
| |