Swiss School of Tourism and Hospitallity

เรียนทางด้านการโรงแรม

และศิลปะการทำอาหาร
ในสถาบันที่ได้ยอมรับจาก

อุตสาหกรรมโรงแรม
ด้วยมาตรฐานการเรียนการสอน

ที่มีคุณภาพสูง และสภาพแวดล้อม

ของโรงเรียนที่สวยงาม

 
Culinary Institute Switzerland

สถาบันสอนทำอาหารที่มี

ชื่อเสียงและมีขนาดใหญ่ที่สุด

ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์

และหลักสูตรของทางสถาบัน

ได้รับการรับรองจาก

American Culinary Federation

Education Foundation

 
The Institut auf dem Rosenberg's

โรงเรียนประจำสำหรับนักเรียน

ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา

จนถึงชั้นระดับมัธยมปลาย

ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ

ที่สวยงามและอากาศที่บริสุทธิ์

 
Business School Lausanne

ศูนย์กลางทางด้านการเรียนต่อ

ในระดับปริญญาตรีและ

ระดับปริญญาโททางด้าน

การจัดการระดับโลก
และมีมาตรฐานจาก

การรับรองจากสถาบัน

ระดับโลกหลากหลาย

สถาบันทั้ง ACBSP และ EFMD

 
LSI

ตั้งอยู่ในเมือง Zurich และ

มีคอร์สภาษาให้เลือกหลากหลาย

ทั้งภาษาอังกฤษ, เยอรมัน,

ฝรั่งเศส, อิตาเลียน และสเปน

 
Eurocentres

สถาบันสอนภาษาฝรั่งเศส

ตั้งอยู่ใจกลางเมือง Lausanne

พร้อมด้วยสิ่งอำนวย

ความสะดวกครบครัน

 
HTMi

ตั้งอยู่ในสถานที่ที่สวยงาม

ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์

และมีการเรียนการสอนที่มี

คุณภาพและมาตรฐานสูง
ซึ่งนักเรียนของโรงเรียน

จะได้รับการฝึกฝนและ

การเรียนรู้จากสภาพแวดล้อม

ของโรงแรมจริง ๆ

เรื่องน่ารู้ที่ควรทราบ

 

อาหารการกิน :

 

สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมผสมผสาน ในแต่ละท้องถิ่นจะมีอาหารหลักที่แตกต่างกันออกไป ที่บ่งบอกถึงวัฒนธรรมที่หลากหลายของชาวสวิสซึ่งขึ้นอยู่กับอิทธิพลที่ได้รับจากประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ทั้งจากฝรั่งเศส, เยอรมัน และอิตาลี

ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในอดีตเป็นเมืองเกษตรกรรม โดยเฉพาะการปลูกมันฝรั่งและการทำชีส ซึ่งชีสสวิสที่มีชื่อเสียงอย่างมาก นั่นคือ Emmental Cheese, Gruyère, Vacherin, และ Appenzeller นอกจากนี้ยังมีวัตถุดิบที่มีชื่อเสียงอย่างมาก นั่นคือช็อคโกแล็ต

อาหารที่จำเป็นต้องลิ้มลองกัน คือ Cheese Fondue และ Raclette (ฟองดูและ ราแคล็ต) เป็นอาหารพื้นเมืองดั้งเดิมของชาวสวิสที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ยังมี Sausages and Roesti (มันฝรั่งซอยละเอียดทอด มีไส้กรอกเป็นเครื่องเคียง)

ในสมัยก่อนชาวสวิสจะนิยมทาน Rösti เป็นอาหารเช้า แต่ปัจจุบันชาวสวิสนิยมทางมูสลีมากกว่าซึ่งในสวิสจะเรียกกันว่า Birchermüesli และ "Papet vaudois" ซึ่งเป็นอาหารจานเด่นในแถบทะเลสาบเจนีวา อาหารจานนี้ประกอบด้วยไส้กรอกกับกะหล่ำปลีดอง ส่วนในแถบเกราบึนเดิน อาหารจานเด่นคือ "capuns" กะหล่ำปลีสอดไส้ หรือจะลองชิมซุปกาสต้าร้อน ๆ ที่เสิร์ฟกันในท้องถิ่นที่เป็นสวิสอิตาเลียนก็ได้

มาดูที่ของหวานที่อร่อยๆของสวิตเซอร์แลนด์ซึ่งจะมีส่วนผสมของชีสเป็นสำคัญ คงหนีไม่พ้น ช็อกโกแลต, เพสตี้ และเค้ก

เครื่องดื่ม สวิตเซอร์แลนด์มีพื้นที่ปลูกองุ่นทำไวน์ชื่อดังๆ อยู่หลายชนิดทั้งไวน์ขาว, ไวน์แดงและแชมเปญ นอกจากนี้ยังมี Liquors เหล้าหวานทำจากผลไม้รสอร่อยแต่ดีกรีแรง ไว้สำหรับดื่มหลังอาหาร ที่นิยมกันมากก็มี Kirsch (ทำจากเชอรี่), Williamine (ทำจากแพร์), Marc และ Pflumli

 

เมนูอาหารที่ขึ้นชื่อ

 
Fondue

Fondue ชีสถูกหลอมละลายในหม้อ และนำขนมปังชิ้นเล็ก ๆจิ้ม ลักษณะการกินคือหม้อที่มีชีสจะอยู่กลางโต๊ะ และจะใช้ส้อมขนาดยาวจิ้มขนมปังลงไปในชีสร้อน ๆ เพื่อรับประทาน อาจดูเหมือนง่ายแต่จริง ๆแล้วความลับของความอร่อยนั้นอยู่ที่การผสมชีสในหม้อซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของชาวสวิส นอกจากชีสฟองดูแล้ว ยังมี ฟองดูที่นำเนื้อมาจิ้ม เรียกว่า Beef Fondue และของหวานที่นำมาดัดแปลงและเรารู้จักกันดีนั่นคือ Chocolate Fondue

 
Raclette
 

Raclette เมนูที่ทำมาจากชีสอีกเมนูหนึ่งที่มีชื่อเสียง เป็นอาหารดั้งเดิมของชาวสวิสแถบภูเขา โดยจะใช้ชีสก้อนใหญ่ ๆมาละลายแล้วขูดชีสที่ละลายมาทากับขนมปัง ปัจจุบันยังมีการพัฒนาสูตรโดยนำไปชีสแผ่นหนาไปย่างแล้วกินกับมันฝรั่ง พร้อมเครื่องเคียงเป็นแตงเหลืองและหัวหอมดอง

 

Zürich Geschnetzeltes สำหรับผู้ที่ชอบกินเนื้อเป็นชีวิตจิตใจ อาหารจานนี้ทำมาจากเนื้อลูกวัวนำมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ และนำไปปรุงกับครีม, เห็ดและไวน์ขาว เสริฟท์คู่กันกับ rösti ซึ่งเป็นอาหารดั้งเดิมของชาวสวิสอีกจานหนึ่ง

 
 

Rösti ทำมาจากมันฝรั่งบดนำไปทอดกับเนยหรือน้ำมัน และทำให้เป็นแผ่นแบน ๆ ลักษณะเช่นเดียวกับแพนเค้ก สามารถนำมารับประทานร่วมกันกับชีสหรือเบคอน

 
 

Chocolate ช็อคโกแล็ตสวิสมีหลากหลายขนาด, รูปร่าง และกลิ่น และถือได้ว่าเป็นหนึ่งในช็อคโกแล็ตที่ดีที่สุดในโลก ด้วยการควบคุมคุณภาพในโรงงานผลิตและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยทางสมาคมผู้ผลิตช็อคโกแล็ตสวิส (Chocosuisse) เคยกล่าวไว้ว่าชาวสวิสนี่แหละที่เป็นผู้ที่กินช็อคโกแล็ตมากที่สุดในโลก

 

การกินอาหารนอกบ้านของชาวสวิส

 

ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์มีร้านอาหารหลากหลายแบบตั้งแต่อาหารฟาสต์ฟู้ด เช่น เบอร์เกอร์และมันฝรั่งทอด ซึ่งเป็นร้านอาหารที่ต้องบริการตนเอง จนถึงภัตราคารระดับหรู ตามภัตตาคารจะมีอาหารชุดพิเศษประจำวัน เรียกว่า "Tagesteller" หรือ "Plat du jour" ราคาประมาณ 15 - 25 สวิสฟรังก์ ส่วนอาหารเป็นชุดแบบ 3 - course meal ราคาประมาณ 30 สวิสฟรังก์

อาหารในประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีราคาแพงมากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่าง ๆในทวีปยุโรปด้วยกัน โดยเฉพาะเมื่อนำราคามาเปรียบเทียบกับทางสหรัฐอเมริกาแล้ว อาทิเช่น เบอร์เกอร์, น้ำอัดลมและกาแฟราคาเริ่มต้นที่ CHF 10 หากเป็นภัตราคารหรือร้านอาหารราคาจะอยู่ที่ CHF 15 - 50 ต่อเมนู แต่ถ้าเป็นภัตตาคารที่ให้ลูกค้าบริการตนเองราคาก็จะถูกลงมาหน่อย ส่วนใหญ่เมนูทั่วๆ ไปตามร้านอาหารก็จะเป็นพาสต้า และมันฝรั่งซึ่งนำมาทำได้หลากหลายเมนู ปัจจุบันอาหารมังสวิรัติจะได้รับความนิยมมากในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยเฉพาะสลัด

 

ช็อปปิ้ง

 

ร้านค้าส่วนใหญ่เปิดบริการตั้งแต่ 9 โมงเช้าจนถึง 6 โมงครึ่งในวันธรรมดา และ 9 โมงเช้า - บ่าย 4 โมงเย็น ในวันเสาร์ ร้านค้าส่วนใหญ่จะปิดในวันอาทิตย์ ยกเว้นร้านค้าในสนามบิน และตามสถานีรถไฟ และจุดพักทางด่วน

สินค้าชั้นดีมีคุณภาพที่ผลิตในประเทศทำให้สวิตเซอร์แลนด์เป็นสวรรค์ของนักช๊อปปิ้งทั่วโลก ไม่ต้องกังวลเรื่องการสื่อสารเพราะตามร้านค้าต่าง ๆ มีพนักงานขายที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดี

สินค้าที่มีชื่อเสียงของที่นี่ คือ นาฬิกาสวิสมีชื่อเสียงมากและมีหลายแบบหลายราคาให้เลือกซื้อหากันได้ตามความพอใจ ขอแนะนำร้านขายนาฬิกาสวิส ชื่อ Bucherer ซึ่งเป็นร้านขายนาฬิกา ที่ใหญ่ที่สุดและมีสาขามากที่สุด มีตั้งแต่ราคา 50 - 100,000 สวิสฟรังก์

นอกจากนาฬิกาแล้ว ช๊อคโกแล็ตก็เป็น สินค้ามีชื่อเสียงของสวิสเช่นกัน มีช๊อคโกแลคให้เลือกมากมายหลายชนิดทั้งรูปแบบและกลิ่นรสชาติต่าง ๆ อีกทั้งสินค้าจำพวกผ้าลูกไม้ของสวิสก็เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย สินค้าประเภทงานเย็บปักถักร้อยก็เป็นของที่ระลึกที่มีค่า มีดพับของสวิสเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกเหมือนกัน

นอกจากนี้กล่องดนตรีสวย ๆ กับ ของใช้และของตกแต่งบ้านเรือนทำด้วยไม้แกะสลักและเครื่องกระเบื้องเคลือบของสวิส เป็นงานฝีมือที่สวยงามมาก และยังมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นงานศิลปะและของสะสมที่เป็นของกึ่งโบราณ ให้เลือกซื้อหาเป็นของที่ระลึกกันอีกด้วย

 

ของที่ระลึกและสินค้าของฝากจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์

 

นอกจากนี้กล่องดนตรีสวย ๆ กับ ของใช้และของตกแต่งบ้านเรือนทำด้วยไม้แกะสลักและเครื่องกระเบื้องเคลือบของสวิส เป็นงานฝีมือที่สวยงามมาก และยังมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นงานศิลปะและของสะสมที่เป็นของกึ่งโบราณ ให้เลือกซื้อหาเป็นของที่ระลึกกันอีกด้วย

 

นาฬิกา: สวิตเซอร์แลนด์คือเมืองหลวงนาฬิกาของโลก ซึ่ง "Swiss Made" ที่ระบุบนนาฬิกาจะบ่งบอกคุณภาพของนาฬิกาเป็นอย่างดี ผู้ผลิตนาฬิกาส่วนใหญ่จะอยู่ในแถบที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสในการสื่อสาร อาทิเช่น Rolex, Omega และ Patek Philippe บางบริษัทผลิตในแถบที่ใช้ภาษาเยอรมันในการสื่อสาร เช่น IWC ในรัฐ Schaffhausen

 
ช็อคโกแล็ต: สวิตเซอร์แลนด์และเบลเยียมเป็นประเทศ 2 ประเทศที่มีการแข่งขันกันในด้านคุณภาพและรสชาติของช็อคโกแล็ต เพื่อแย่งอันดับ 1 ของประเทศที่ผลิตช็อคโกแล็ตที่ดีที่สุดในโลก แต่แน่นอนว่าประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้นมีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้สวิสยังเป็นที่ตั้งของบริษัท เนสเล่ท์ ซึ่งเป็นบริษัทอาหารขนาดใหญ่และเป็นที่รู้จักกันดีของคนไทย
 

ชีส: ลักษณะและรสชาติของชีสจะขึ้นอยู่กับแหล่งผลิตในแต่ละภูมิภาคของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และชีสที่เป็นที่รู้จักกันดีทั่วโลกในฐานะ Swiss Cheese นั่นคือ Gruyère และ Emmentaler นอกจากนี้อาหารพื้นเมืองของชาวสวิสที่ประกอบด้วยชีส คือ ฟองดู ซึ่งนำเอาชีสมาละลายและใช้ขนมปังหรืออาหารอื่น ๆ มาจุ่มแล้วรับประทาน

 

มีดพกสวิส: มี 2 ยี่ห้อที่ดังในสวิส นั่นคือ Victorinox และ Wenger เหมาะสำหรับผู้สะสมมีดพก ซึ่งจะมีหลากหลายรูปแบบด้วยกัน

 

ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศสวิตเซอร์แลนด์

 

อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าและบริการส่วนใหญ่จะเท่ากับร้อยละ 8 แต่ในบางสินค้า อาทิเช่น อาหาร, ยา, หนังสือ และหนังสือพิมพ์ จะถูกลดภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือ 2.4% และในส่วนของการแพทย์, การศึกษาและบริการท้องถิ่นจะได้รับการยกเว้นภาษี

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ซื้อของในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สามารถขอคืนภาษีได้โดยมีขั้นตอนและเงื่อนไขดังต่อไปนี้

  1. ยอดซื้อสินค้าแต่ละครั้งจะต้องไม่ต่ำกว่า 300 สวิสฟรังก์ (รวม VAT) และสินค้าจะต้องนำออกไปนอกประเทศสวิตเซอร์แลนด์ภายใน 30 วัน
  2. เมื่อเดินทางออกนอกประเทศจะต้องนำสินค้าที่ซื้อกับฟอร์มคืนเงินภาษีไปให้ ศุลกากรตรวจเอกสารและสินค้า และประทับตราในแบบขอคืนภาษีด้วย
  3. รับเงินค่าภาษีคืน

ผู้ซื้อจะขอรับเงินคืนได้หลายวิธี คือ รับเงินสดได้ที่ Cash Refund Office หรือสั่งให้นำเงินภาษีที่ได้คืนเข้าบัญชีเครดิตการ์ด หรือบัญชีเงินฝากธนาคาร หรือรับเป็นเช็คธนาคารก็ได้ ทั้งนี้ผู้ซื้อสินค้าสามารถเลือกวิธีรับเงินคืนได้ตามความพอใจ

 

เวลาทำการทั่วไป

 

ธนาคาร จันทร์-ศุกร์ 08.30 - 18.30 อาจมีการขยายเวลาทำการซึ่งต้องตรวจสอบกับทางรัฐนั้น ๆ อีกครั้งหนึ่ง และวันเสาร์ 08.30 – 17.00 ส่วนอาทิตย์และวันหยุดราชการ ธนาคารจะปิดทำการ อย่างไรก็ตามการแลกเงินสามารถทำได้ที่สถานีรถไฟหลัก ๆ หรือสามารถถอนเงินผ่านทาง ATMs ที่ยอมรับบัตรจากธนาคารต่างประเทศได้

 

ไปรษณีย์ จันทร์-ศุกร์ 07.30 - 12.00 , 13.45 - 18.00 แต่อย่างไรก็ตามหากไปรษณีย์ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าอาจเปิดทำการในเวลาเดียวกันกับห้างสรรพสินค้า และ สำหรับวันเสาร์ ไปรษณีย์ในเมืองใหญ่จะเปิดทำการในช่วงเช้า 8.30 น. - 11.00 น. ซึ่งจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบตามพื้นที่นั้น ๆอีกครั้งหนึ่ง และสำหรับวันอาทิตย์ไปรษณีย์จะปิดทำการ

 

ร้านค้า จันทร์-ศุกร์ 08.00 - 12.00 , 13.30 - 18.30 แต่ ร้านค้าบางแห่งอาจเปิดเลยเวลาดังกล่าวในบางวันของสัปดาห์ วันเสาร์จะเปิดถึง 16.00 น. วันอาทิตย์ร้านเหล่านี้จะปิด ยกเว้นร้านขายของที่ระลึก, ร้านขายยา ร้านอาหาร, และร้านค้าเฉพาะอย่าง

 

ปั๊มน้ำมัน บนทางด่วน ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ เวลา 06.00 – 23.00 และมีตู้เอทีเอ็มในเวลากลางคืน

 

อื่น ๆ ทุกวัน 07.00 – 18.00

 

วันหยุดราชการประจำปี 2011

 
วันขึ้นปีใหม่ 1 มกราคม หรือ 2 มกราคม (ขึ้นอยู่กับรัฐนั้น ๆ)
วันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ (Good Friday) 22 เมษายน
วันอีสเตอร์ (Easter) 23 เมษายน
วันระลึกพระเยซูเสด็จเข้าสู่สวรรค์ (Ascension Day) 2 มิถุนายน
วันอาทิตย์ที่ 7 หลังวันอีสเตอร์ (Whit Sunday) 12 มิถุนายน
วันจันทร์ที่ 7 หลังวันอีสเตอร์ (Whit Monday) 13 มิถุนายน
วันกรรมกร 1 พฤษภาคม
วันชาติ National Day 1สิงหาคม
วันคริสต์มาส 25 ธันวาคม
วัน Boxing Day 26 ธันวาคม
วันหยุดประจำรัฐ อาทิเช่น 2 มกราคม, 1 พฤษภาคม (วันแรงงาน), 7 มิถุนายน (Corpus Christi)
 

กระแสไฟฟ้า

220 โวลท์, 50 ไซเคิ้ล ปลั๊กไฟเป็นปลั๊กกลมแบบ 3 ขา ชนิดที่เป็นแบบมาตรฐานใช้กันทั่วไป จึงไม่เป็นปัญหามากนัก สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น เครื่องโกนหนวด หรือไดร์เป่าผม ใช้ปลั๊กแบบสองขาก็ได้ แต่อย่างไรก็ตาม อาจต้องใช้เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าแบบพกพาสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าบางชนิด

 

ระบบโทรศัพท์

นักท่องเที่ยวสามารถใช้โทรศัพท์ที่ใดก็ได้ทั่วประเทศ และยังสามารถโทรไปที่ต่างๆ ทั่วโลกได้เช่นกัน โดยการหมุนหมายเลขรหัสประเทศนั้น ตามด้วยหมายเลขเมือง และเบอร์โทรของประเทศไทยคือ 0066 + จังหวัด + หมายเลขโทรศัพท์ ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีบริการโทรศัพท์ทางไกล ทั้งชนิดหยอดเหรียญและใช้การ์ดโฟน หรืออีกวิธีหนึ่ง คือ การเปิด Roaming แต่ก่อนเปิดใช้งานจะต้องไปแจ้งทางเครือข่ายโทรศัพท์มือถือก่อน

 

การเดินทางในประเทศสวิตเซอร์แลนด์

 

สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีระบบการคมนาคมที่สะดวกสบายและเอื้ออำนวย แก่นักท่องเที่ยวและประชากรสวิสเองเป็นอย่างมาก เพราะบริการด้วยระบบที่เป็นสากลและมีตารางการเดินทางที่เที่ยงตรงตลอดเวลา

เมื่อเดินทางถึงสนามบิน Zurich Airport นักท่องเที่ยวสามารถที่จะเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางที่ต้องการได้โดยสะดวก

 

การเดินทางโดยเครื่องบิน มีสายการบินหลายสาย อาทิเช่น สายการบินสวิส (Swiss International Air Lines) ให้บริการบินระหว่างจุดหมายปลายทาง 126 แห่ง ใน 59 ประเทศทั่วโลก ส่วนใหญ่จะเป็นประเทศในยุโรป แต่ขณะเดียวกันก็ให้บริการบินไปยังทวีปอื่น ๆ ด้วย (www.swiss.com) ที่บินเข้าท่าอากาศยานระหว่างประเทศของเมืองซูริค (www.unique.ch) เมืองเจนีวา (www.gva.ch) และเมืองบาเซิล (www.euairport.com) และสามารถเดินทางต่อโดยผ่านทาง

 

1.รถไฟ ซึ่งเชื่อมสนามบินซูริคกับสนามบินเจนิวา มีสถานีรถไฟภายในบริเวณสนามบินและเส้นทางรถไฟ ที่อำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้าไปในเมือง มีบริการทุก 10 - 20 นาที ใช้เวลาเดินทางเข้าเมืองเพียง 10 นาทีเท่านั้น และที่สถานีรถไฟของสนามบินทั้งสองแห่งมีรถไฟวิ่งระหว่างประเทศ ไปยังเมืองใหญ่ของทุกประเทศในยุโรปทุกชั่วโมง

 

2.รถประจำทาง มีบริการจากสนามบินไปยัง Unterland, Glattal, Zurich-Oerlikon, Winterthur และที่เมืองบาเซิล มีรถประจำทางให้บริการจากสนามบินไปยังในเมือง ทุก ๆ ครึ่งชั่วโมง ใช้เวลาเดินทางจากสนามบินเข้าเมืองเพียง 15 - 20 นาที ชุมทางรถประจำทางในเมืองอยู่ติดกับสถานีรถไฟ

 
3.แท็กซี่ ค่าแท็กซี่ในสวิตเซอร์แลนด์ค่อนข้างแพง เริ่มต้นตั้งแต่ 8 ฟรังซ์ขึ้นไป ทางที่ดีควรใช้แท๊กซี่เท่าที่จำเป็นและเพื่อเป็นการประหยัดควรใช้สวิสพาสส์กับบริการขนส่งสาธารณะ
 

การเดินทางโดยรถไฟ เนื่องจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่ไม่มีอาณาเขตติดต่อกับทะเล จึงเปรียบได้กับเป็นประเทศศูนย์กลางของทวีป ดังนั้นจึงมีรถไฟที่วิ่งมายังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางและดีเยี่ยม ทั้งจากประเทศเยอรมัน ประเทศฝรั่งเศส ประเทศอิตาลี ประเทศออสเตรีย ประเทศสเปน และประเทศเนเธอแลนด์ ซึ่งเดินทางได้อย่างสะดวกสบายและผ่อนคลาย และยังสามารถเพลิดเพลินกับทัศนีย์ภาพที่งดงามสองข้างทางรถไฟ รถไฟจะออกจากสถานีทุก ๆ ชั่วโมง เริ่มต้นตั้งแต่เช้าตรู่ไปจนถึงเที่ยงคืน การต่อรถไฟก็ง่ายและสะดวกมาก ตามปกติแล้วจะใช้เวลาในการเปลี่ยนขบวนรถเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้นเอง

ตั๋วรถไฟเที่ยวเดียวและตั๋วไป - กลับ มีขายที่สถานีรถไฟทุกแห่งในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สำหรับการเดินทางหลายเที่ยว ภายในประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้น แนะนำว่าควรใช้ตั๋ว สวิสพาส (Swiss pass) ที่ทั้งสะดวกและประหยัด โดยราคาจะขึ้นอยู่ระยะเวลาการใช้ของตั๋ว

การสำรองที่นั่งนั้นจำเป็นมากสำหรับรถไฟที่วิ่งบนเส้นทางสายท่องเที่ยว ที่เน้นเรื่องการชมวิวทิวทัศน์ เช่น สายกลาเชียร์ เอ็กซ์เพรส (Glacier Express) และ สายเบอร์นีน่า เอ็กซ์เพรส (Bernina Express) เป็นต้น การสำรองที่นั่งทำได้ ที่ สถานีรถไฟใหญ่ ๆ ทุกแห่ง และเวบไซต์ www.sbb.ch/en

 

การเดินทางโดยรถโดยสาร คุณจะได้สัมผัสกับชีวิตความเป็นอยู่ในชนบท ทิวทัศน์ที่แปลกตา และการเดินทางวกวนไปตามไหล่เขาสูง (Mountain pan) มีธารน้ำแข็งให้เห็นอยู่ทั่วไปตามยอดเขาแม้ในฤดูร้อนก็ตาม เส้นทางเช่นนี้ส่วนใหญ่จะปิดในฤดูหนาวเนื่องจากมีหิมะปกคลุมจนไม่สามารถสัญจรไปมาได้ ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนการเดินทาง

เมืองใหญ่และตามเมืองเล็ก ๆ ทั่วไปมีเครือข่ายของระบบขนส่งที่ยอดเยี่ยม สามารซื้อตั๋วโดยสารได้จากเครื่องขายตั๋วซึ่งมีอยู่ตามป้ายรถรางหรือป้ายรถประจำทาง เครื่องขายตั๋วรับชำระเงินด้วยเหรียญหรือบัตรเจาะรู (Kiosk) บนรถประจำทางหรือ รถรางไม่มีตั๋วขาย ในกรณีที่มีการตรวจตั๋วโดยสารบนรถ ถ้าผู้ใดไม่มีตั๋วโดยสารที่ถูกต้องจะถูกปรับในอัตราที่สูงมากพร้อมทั้งต้องชำระค่าโดยสารด้วย

  • Swiss Pass: บัตรเดินทางที่สามารถเดินทางโดยไม่จำกัดเที่ยวในระบบการขนส่งของรัฐมีให้เลือกทั้งแบบ 4, 8, 15, 22 วัน หรือ 1 เดือน และให้ส่วนลด 50% เมื่อเดินทางโดยรถไฟที่ขึ้นภูเขาและเคเบิลคาร์ และยังใช้เป็นส่วนลดสำหรับค่าเข้าพิพิธภัณฑ์

  • Swiss Saver Pass สำหรับผู้ที่เดินทางกับเพื่อน หรือเดินทางเป็นกรุ๊ปจะได้รับส่วนลด 15% จาก Swiss Saver Pass

  • Swiss Youth Pass สำหรับเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 26 ปีจะได้รับส่วนลด 25% จาก Swiss Youth Pass

 

ราคาบัตร Swiss Pass / Swiss Saver Pass / Swiss Youth Pass

ชั้น 2
Swiss Pass (CHF)
Swiss Saver Pass (CHF)
Swiss Youth Pass (CHF)
4 วัน
266.00
226.00
200.00
8 วัน
384.00
326.00
288.00
15 วัน
465.00
395.00
349.00
22 วัน
536.00
456.00
402.00
1 เดือน
590.00
502.00
443.00
       
ชั้น 1
Swiss Pass (CHF)
Swiss Saver Pass (CHF)
Swiss Youth Pass (CHF)
4 วัน
399.00
339.00
300.00
8 วัน
576.00
490.00
432.00
15 วัน
698.00
593.00
524.00
22 วัน
805.00
684.00
604.00
1 เดือน
885.00
752.00
664.00
 

การเดินทางโดยรถยนต์ สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาโดยรถยนต์ส่วนตัว ซึ่งในประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีถนนที่เชื่อมต่อกันในทวีปยุโรปอยู่แล้ว

การเดินทางโดยรถยนต์ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้นสะดวกมาก ใบอนุญาตขับขี่สากลนั้นใช้ได้ในสวิส แต่อายุขั้นต่ำของผู้ขับขี่คือ 18 ปี การขับรถในสวิสจะขับชิดด้านขวา ป้ายจราจรทั่วไป ในสวิตเซอร์แลนด์เหมือนกับป้ายจราจรในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก บางป้ายจะมีคำอธิบายอยู่ด้วย ป้ายจราจรตามเส้นทางที่เข้าใจง่าย แต่ควรจะใช้ความระมัดระวังในการขับรถตามถนนที่ค่อนข้างแคบและคดเคี้ยวไปมา สามารถที่จะหลีกเลี่ยงเส้นทางบนเขาได้โดยเลี่ยงไปใช้อุโมงค์สำหรับรถยนต์หรือรถไฟแทน

 
กฎทั่ว ๆไปในการขับรถในประเทศสวิตเซอร์แลนด์จะมีดังนี้
 

1.ความเร็วจำกัดในการขับรถยนต์
บนทางด่วนไม่เกิน 120 กิโลเมตร / ชั่วโมง
บนทางหลวงไม่เกิน 50 กิโลเมตร / ชั่วโมง
ถนนนอกเมืองไม่เกิน 80 กิโลเมตร / ชั่วโมง

 
2.ตามทางด่วนจะใช้ป้ายบอกเส้นทางเป็นสีเขียวนอกจากจะระบุเป็นอย่างอื่น
3.รถทางขวาจะเป็นผู้มีสิทธิได้ใช้ทางก่อน
4.กฎจราจรเป็นแบบไปขวามาซ้าย ขับชิดขวา ส่วนผู้ขับจะนั่งข้างซ้าย และแซงทางซ้าย ห้ามแซงทางขวา และต้องให้รถตำรวจ, รถฉุกเฉิน, รถดับเพลิง, รถราง และรถประจำทางไปก่อนเสมอ
5.ผู้โดยสารทุกคนต้องขาดเข็มขัดนิรภัย เด็กอายุต่ำกว่า 7 ขวบ จะต้องนั่งรัด เข็มขัดอยู่ในที่นั่งสำหรับเด็ก (Child Seat)
6.รถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ใช้ทางด่วนจะต้องจ่ายค่าผ่านทางเป็นรายปี (Swiss Motorway Vignette) จำนวน 40 สวิสฟรังก์ ซึ่งเรียกกันว่า วิกแน็ต (Vignettte)
7.ผู้ขับรถจะต้องเปิดไฟหรี่ทั้งในเวลากลางวันและในอุโมงค์
8.ผู้ขับรถทุกคนจะต้องไม่มีแอลกฮอล์ในเลือดเกิน 0.5 กรัมต่อลิตร
 

ตามปกติ การเช่ารถจะอนุมัติให้กับผู้ที่ถือใบอนุญาติขับขี่มาอย่างน้อย 1 ปีและรถเช่าในประเทศสวิตเซอร์แลนด์จะรวมค่าเช่ารถด้วย สำหรับยานพาหนะที่เช่ามาจากนอกประเทศสวิตเซอร์แลนด์จะไม่รวมค่าผ่านทาง การจ่ายค่าผ่านทางด่วนนี้สามารถทำได้ที่ด่านชายแดนหรือที่สำนักงานไปรษณีย์ของสวิตเซอร์แลนด์ หรือที่ปั๊มน้ำมัน

 
คำศัพท์ที่จำเป็นที่จะต้องใช้ในการขับรถในประเทศสวิตเซอร์แลนด์
 
ทางโค้ง umweg
น้ำมันดีเซล diesel
ทางเข้า eingang
ทางออก ausgang
น้ำมันเบนซิน (แก๊สโซลีน) benzin
ห้ามจอด parken verboten
ขับรถได้แบบ One-way einbahn
ตำรวจ polizei
 

การเปิดบัญชี

 

เนื่องจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีธนาคารเปิดให้บริการมากมาย ทั้งของภาครัฐบาลและเอกชน ดังนั้นการบริการลูกค้าและค่าธรรมเนียมต่างๆ ในการใช้บริการก็จะแตกต่างกันไป นักศึกษาควรตรวจสอบว่าเมืองที่ตนจะไปศึกษาต่อมีธนาคารใดบ้าง จากนั้นจึงเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมการใช้บริการต่างๆ อัตราดอกเบี้ย การโอนเงิน (บางแห่งสามารถโอนเงินทางอินเตอร์เน็ตได้ ซึ่งค่าบริการจะถูกกว่าทำธุรกรรมที่ธนาคารโดยตรง) ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของนักศึกษาเอง

การเปิดบัญชีธนาคาร หลังจากตัดสินใจเลือกธนาคารที่ต้องการได้แล้วนั้น ให้นำหลักฐานและเอกสารเพื่อเปิดบัญชีธนาคาร ดังต่อไปนี้

 
  1. หนังสือเดินทาง (Passport)
  2. จดหมายรับรองจากสถาบัน อาทิเช่น บัตรนักศึกษา, จดหมายรับรองการลงทะเบียน (Confirmation of Enrolment), จดหมายจากสถาบันที่ยืนยันว่าเป็นนักศึกษาของสถาบันนั้นๆ
 

ธนาคารที่สวิตเซอร์แลนด์ส่วนใหญ่จะมีบัญชีธนาคารประเภท For Young People และ For Student ซึ่งบัญชีทั้งสองประเภทจะได้เปรียบบัญชีออมทรัพย์ธรรมดา เนื่องจากจะไม่คิดค่าธรรมเนียมการใช้บริการหลายชนิด และให้อัตราดอกเบี้ยค่อนข้างสูง แต่ธนาคารจะมีการกำหนดอายุ และระยะเวลาการลงทะเบียนของนักศึกษาแตกต่างกันไป ทั้งนี้นักศึกษาควรตรวจสอบคุณสมบัติก่อนการเปิดบัญชี

 

ค่าใช้จ่ายในการอยู่อาศัย

 

ค่าใช้จ่ายรายเดือนของนักเรียนจะอยู่ประมาณ 1,800 CHF โดยจะประกอบด้วยค่าอาหาร 800-850 CHF ค่าที่อยู่อาศัย 400-600 CHF, ค่าเดินทางประมาณ 250 CHF และค่าอุปกรณ์การเรียน

 

การรักษาพยาบาล

 

การเข้าพบแพทย์ (Sprechstunden) ต้องติดต่อนัดหมายล่วงหน้าเพื่อแจ้งให้แพทย์ทราบถึงอาการเจ็บป่วย จากนั้นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานแพทย์ (Praxishilfe) จะจดบันทึกไว้ (เช่น เริ่มมีอาการเจ็บป่วยเมื่อใด, มีการอย่างไร) และหากต้องการนำล่ามเข้าไปด้วยจะต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ของสำนักงานแพทย์ทราบล่วงหน้าก่อน เมื่อถึงเวลาที่นัดต้องตรงเวลา และเจ้าหน้าที่จะต้องแจ้งให้ทราบว่าจะต้องรอที่ไหน ถ้าไปพบแพทย์ตามเวลาที่นัดหมายไว้ไม่ได้ จะต้องบอกยกเลิกอย่างช้า 24 ชั่วโมงก่อนถึงเวลานัดหมาย

ในกรณีที่แพทย์รู้จักผู้ป่วยและทราบประวัติเกี่ยวกับสุขภาพของผู้ป่วยจะทำให้ง่ายต่อการวินิจฉัยโรค ควรรักษาด้วยวิธีไหน จำเป็นต้องส่งคนไข้ไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรคหรือคนไข้ควรเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลหรือไม่ ดังนั้นเป็นการดี เมื่อเจ็บป่วยควรไปพบแพทย์ประจำบ้านเสมอ ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนไข้และแพทย์เป็นสิ่งสำคัญ ทำให้เกิดความไว้วางใจและความสบายใจอันนำไปสู่ความร่วมมือที่ดีในการรักษา

คนไข้มีสิทธิ์ในการเลือกแพทย์ (freie Arztwahl) ตามความพอใจ เช่น หากเป็นผู้หญิง ก็สามารถเลือกแพทย์หญิงได้ถ้าไม่ต้องการให้แพทย์ชายตรวจรักษา หรือในทางกลับกันผู้ชายก็สามารถเลือกแพทย์ชายได้ เช่นเดียวกันเมื่อคนไข้มีสิทธิ์ในการเลือกแพทย์ได้ ดังนั้นแพทย์ก็มีสิทธิ์ที่เลือกและรับคนไข้ใหม่ได้เช่นกัน

 

โพลิคลินิก (Poliklinik) นอกจากคลินิกแพทย์ทั่วไปแล้ว ผู้ป่วยสามารถไปโพลิคลินิก (Ambulatorium) ได้เช่นกัน โพลิคลินิกคือแผนกคนไข้ผู้ป่วยนอกหรือผู้ป่วยทั่วไป (ambulant) ประเภทหนึ่ง ส่วนใหญ่แล้วโพลิคลินิกเป็นแผนกหนึ่งในโรงพยาบาล มีหน้าที่ให้คำปรึกษา ตรวจ รักษาเบื้องต้น เช่นเดียวกับสำนักงานแพทย์ธรรมดาทั่ว ๆไป ถ้าต้องการไปที่โพลิคลินิกต้องนัดหมายก่อน นอกจากนี้แล้วยังมีโพลิคลินิกพิเศษที่ให้การรักษาเฉพาะโรค (Spezialbehandlungen) อีกด้วย โพลิคลินิกบางแห่งจะรับแต่คนไข้ที่แพทย์เป็นผู้ส่งมาเท่านั้น

 

ร้านขายยา (Apotheke) เป็นสถานที่แห่งแรกที่คนไข้จะไปเช่นเดียวกับสำนักแพทย์ ที่ร้านขายยามีเภสัชกรที่สำเร็จการศึกษาเกี่ยวกับยารักษาโรคมาโดยเฉพาะ ซึ่งจะสามารถให้คำแนะนำได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสุขภาพของคุณ เภสัชกรอาจจัดยาให้หรือแนะนำให้ไปพบแพทย์

ยารักษาโรคที่ซื้อจากร้านขายยา เป็นยาที่ได้รับการตรวจสอบและจดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ส่วนค่ายานั้นทางร้านขายยามีรายชื่อยาที่ระบุไว้ว่ายาชนิดใดที่บริษัทประกันสุขภาพจ่ายทดแทนให้ (Spezialit[a]tenliste) นอกจากนี้มียาอีกหลายชนิดที่ต้องมีใบสั่งจากแพทย์กำกับ ถ้าต้องการซื้อยาเหล่านี้จะต้องนำใบสั่งจากแพทย์มาแสดงด้วย

ยาแก้ปวดและยารักษาโรคต่าง ๆในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ส่วนใหญ่เป็นยาชนิดเม็ด ไม่บ่อยนักที่แพทย์สั่งยาแบบฉีดให้ผู้ป่วย

 

โรงพยาบาล (Im Spital) การส่งคนไข้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นหน้าที่ของแพทย์ประจำบ้านหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรค การที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมีสาเหตุต่างกันออกไปเช่น รับการตรวจโดยละเอียดเพื่อการวินิจฉัยโรคเพื่อสังเกตอาการของโรค การผ่าตัด การทำกายภาพบำบัด หรือจิตบำบัด

 

กฎหมายและระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการประกันสุขภาพ (Gesetze und Regelungen) ตามกฎหมายของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กำหนดให้ผู้ที่พำนักอาศัยในประเทศนี้ทุกคน ต้องมีประกันดังต่อไปนี้ การประกันสุขภาพ การประกันอุบัติเหตุ หรือการประกันสำหรับสตรีมีครรภ์และการคลอด (Mutterschaft)

 
บุคคลดังต่อไปนี้ อยู่ภายใต้กฎข้อบังคับที่จะต้องทำประกันสุขภาพ
  • ผู้ที่มีถิ่นฐานพำนักอาศัยอยู่นในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และสมาชิกทุกคนในครอบครัว โดยไม่จำกัดเชื้อชาติและสัญชาติ ต้องแจ้งทำประกันภายใน 3 เดือน (หลังคลอดหรือย้ายเข้ามาอยู๋ในประเทศ)
  • ชาวต่างชาติที่ยังไม่ทำประกัน หรือการประกันอื่น ๆที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน หรือเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์นานกว่า 3 เดือน
  • ผู้อพยพลี้ภัย ทั้งที่ได้รับอนุญาตให้พำนักชั่วคราวหรือเป็นการถาวร
  • ผู้ที่ยังไม่ได้รับสิทธิ์พำนักอย่างเป็นทางการ (Sans-Papiers)
 

บริษัทประกันสุขภาพ (Krankenkassen) ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีบริษัทประกันสุขภาพมากกว่า 90 บริษัท ตามกฎหมายของกำหนดให้บริษัทประกันสุขภาพเหล่านี้ ต้องรับผู้ที่ยื่นขอทำประกันสุขภาพเข้าเป็นสมาชิก โดยปราศจากเงื่อนไขใด ๆสำหรับการทำประกันประเภทพื้นฐาน (Grundversicherung) แต่บริษัทประกันขนาดเล็กมีข้อยกเว้นในการรับสมาชิก โดยเลือกรับแต่สมาชิกที่อาศัยอยู่ในเขตที่บริษัทประกันตั้งอยู่เท่านั้น

 

ที่มา: คู่มือแนะนำการรักษาสุขภาพในสวิตเซอร์แลนด์ โดยสำนักงานเพื่อสุขภาพและอนามัยแห่งชาติ สภากาชาดสวิส และหน่วยงานคาริทัส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

 

สถานทูตไทยในสวิตเซอร์แลนด์ ณ กรุงเบิร์น

ที่อยู่ : Kirchstrasse 56, 3097 Bern-iebefeld, Switzerland

โทร : (041-31) 970 3030-4, 970 3038-9

แฟกซ์ : (041-31) 970 3035

เวลาทำงาน : 09.00 - 12.00 น. (จันทร์ - ศุกร์)

 

เบอร์โทรฉุกเฉิน

 
117 เบอร์แจ้งเหตุด่วน
118 แจ้งเหตุดับเพลิง
144 รถฉุกเฉิน
1414 หน่วยกู้ภัย (Swiss Rescue)
 

สอบถามข้อมูลทั่วไป

 
1811 ข้อมูลทั่วไป อาทิเช่น พบแพทย์, โรงภาพยนต์ อื่น ๆ
140 Breakdown service
162 รายงานอากาศ
163 รายงานสภาพการจราจร
187 รายงานหิมะถล่ม (Avalanche Report)
 

หน้าแรก เรียนต่อสวิตเซอร์แลนด์ | เกี่ยวกับเรา | บริการ | ติดต่อเรา

เลขที่ 1575 อาคารชัยสงวน2 ชั้น3 ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ เขตราชเทวี แขวงมักกะสัน กทม 10400

ติดต่อพี่บอม 08 7696 1705 (DTAC) , 08 4713 5907 (AIS) , 08 5820 0977 (TRUE)