เรียนต่ออเมริกา เรียนภาษาอเมริกา ข้อมูลเมืองที่นักเรียนนิยมไปเรียนต่อ และขั้นตอนดำเนินการ สำหรับผู้ที่สนใจ ศึกษาต่ออเมริกา ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งได้รับวีซ่า

เมืองที่นักเรียนนักศึกษานิยมไปศึกษาต่อ

  1. San Francisco
  2. New York City
  3. Boston
  4. Los Angeles
  5. Chicago
  6. Washington DC.
  7. Seattle
  8. San Diego
  9. Florida
  10. Las Vegas

ขั้นตอนการไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

  1. เลือกสถาบัน หลักสูตร และเมืองที่ต้องการ ศึกษาต่ออเมริกา หลังจากนั้น กำหนดระยะเวลาเรียน และวันเริ่มเรียนที่เหมาะสม
  2. เตรียมเอกสาร ที่ต้องใช้ในการยื่นขอ วีซ่าอเมริกา (ทางบริษัทจะจัดส่ง Checklist รายการเอกสารให้ เพื่อสะดวกสำหรับนักเรียนในการจัดเตรียม) เมื่อนักเรียนเตรียมเอกสารเรียบร้อยแล้ว สามารถเดินทางมาที่บริษัท หรือจัดส่งเอกสารมาให้ทางบริษัทช่วยประเมินให้ก่อนว่า มีโอกาสที่ วีซ่า จะผ่านมากน้อยเพียงใด หรือยังต้องการเอกสารอื่น ๆ เพิ่มเติมหรือไม่ เพื่อช่วยให้ การขอ วีซ่าอเมริกา มี % ผ่านมากที่สุด
  3. กรอกใบสมัครเรียน และชำระค่าสมัครเรียนกับค่ามัดจำ ให้ทางสถาบัน โดยนักเรียนสามารถเลือกได้ว่าจะมอบหมายให้ทางบริษัทเป็นผู้ดำเนินการโอนให้ หรือนักเรียนจะโอนตรงไปที่สถาบันเองก็ได้ ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้ โดยส่วนใหญ่จะรวมค่าออกเอกสาร I-20 ไว้แล้ว (I-20 เป็นเอกสารสำคัญในการขอ วีซ่าอเมริกา ประเภท วีซ่านักเรียน F-1 หากไม่มีเอกสารนี้ จะไม่ได้รับการพิจารณา วีซ่าอเมริกา ในกลุ่มของวีซ่านักเรียน) โดยค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ มีเงื่อนไขที่ควรทราบ ดังนี้
    3.1) ค่าสมัครเรียนและค่าออกเอกสาร I-20 (สถาบันจะไม่คืนเงินให้ในทุกกรณี ไม่ว่า วีซ่า จะผ่านหรือไม่ก็ตาม)
    3.2) ค่ามัดจำค่าเรียน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ซึ่งจำนวนเงินที่ต้องชำระ จะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละสถาบัน (เงินส่วนนี้ จะได้รับคืน หาก โดนปฏิเสธวีซ่า)
  4. ชำระค่า SEVIS FEE (ค่า SEVIS คือเงินค่าธรรมเนียมของระบบเก็บข้อมูลและติดตามนักเรียนที่ชำระให้กับทางรัฐบาล อเมริกา) โดยการชำระค่า SEVIS สามารถชำระได้ 2 ทาง คือ
    4.1) ทางสถาบันเรียกเก็บพร้อมกับค่าสมัครในข้อ 3
    4.2) ชำระเองในภายหลัง โดยต้องใช้บัตรเครดิตในการทำรายการ ซึ่งหากนักเรียนไม่มีบัตรเครดิต ทางบริษัทจะเป็นตัวแทนในการชำระให้
  5. ชำระค่าธรรมเนียมขอ วีซ่าอเมริกา และ ค่า Pin ที่ใช้ในการจองวัน สัมภาษณ์ วีซ่าอเมริกา
  6. ทางบริษัทจะทำการจองวัน สัมภาษณ์ วีซ่าอเมริกา ให้ตามกรอบเวลาที่นักเรียนกำหนด (ควรเผื่อเวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์)
  7. ทางบริษัทจะทำการกรอกใบคำร้องขอวีซ่าให้ โดยสอบถามข้อมูลต่าง ๆ โดยละเอียดจากทางนักเรียน
  8. ทางบริษัทจะเตรียมชุดเอกสาร วีซ่าอเมริกา ให้พร้อมยื่น และแนะนำเรื่องการ สัมภาษณ์ visa อเมริกา ให้
  9. นักเรียนเดินทางไปยื่นวีซ่า และสัมภาษณ์ ในวันที่นัดหมาย
  10. เมื่อวีซ่าผ่านแล้ว ชำระค่าเรียนทั้งหมดโดยทางสถาบันจะเป็นผู้ออกใบแจ้งค่าเรียนมาให้ รวมถึงค่าที่พัก และค่าประกันสุขภาพ (ถ้ามี) โดยควรชำระเงินให้เรียบร้อยก่อนถึงวันเริ่มเรียนประมาณ 1 สัปดาห์เป็นอย่างน้อย
  11. จัดของใช้ที่จำเป็น และเตรียมตัวให้พร้อม ก่อนเดินทางไป เรียนต่ออเมริกา

ทางบริษัท เซนทอรี่ จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนของทางสถาบัน จะดูแลเรื่องต่าง ๆ ให้กับนักเรียน จนกระทั่ง นักเรียนเดินทางไปถึงที่ ประเทศอเมริกา เรียบร้อยแล้ว และจะคอยให้ความช่วยเหลือ ในระหว่างที่นักเรียน ทำการศึกษาอยู่ที่นั่น โดยสามารถสรุปบริการกว้าง ๆ ได้ดังนี้

  1. ให้คำปรึกษาเรื่องเรียน และจัดหาสถาบันที่เหมาะสม ตามที่นักเรียนร้องขอ
  2. เป็นตัวแทนของนักเรียนในการชำระเงินให้กับทางสถาบัน รวมถึงค่า SEVIS Fee และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
  3. แนะนำเอกสารที่ใช้ยื่น วีซ่าอเมริกา และในเรื่องการ สัมภาษณ์ วีซ่าอเมริกา เพื่อให้นักเรียนเกิดความมั่นใจ ในการไปยื่นขอวีซ่า
  4. จัดทำแบบฟอร์มและเอกสารยื่น Visa อเมริกา ให้ตรงตามเงื่อนไขที่ทางสถานทูต อเมริกา กำหนด และจองวัน สัมภาษณ์ วีซ่าอเมริกา ให้

 

14 Responses to เรียนต่ออเมริกา เรียนภาษาอเมริกา – ขั้นตอนดำเนินการ

  1. จารุวัตร พูดว่า:

    ผมขอemail พี่ teerawut ได้มั้ย ผมจะได้ส่งข้อมูล การเรียนของผม เเล้วก็ เรื่องเงินของน้ารวมถึง รายละเอียดอื่นฯด้วยครับ

    • teerawut พูดว่า:

      พี่ส่งข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียน และเอกสารที่ต้องใช้ไปให้ทางอีเมลล์แล้วนะครับ สงสัยตรงไหนสอบถามได้ครับ

  2. จารุวัตร พูดว่า:

    ไปรัฐ Maryland เมือง Silverspring น้าอยากให้มาเรียนที่ LADO เพราะใกล้บ้านน้า ยังไงผมขอข้อมูลเรื่องเอกสาร ที่น้า กับ เเฟนน้า ต้องใช้ด้วยได้ป่าว ครับจะได้ให้น้า เตรียมส่งมาให้ เเล้วทางผมจะได้เอาเอกสารไปให้พี่teerawut ดูอีกที

  3. ยิ้มมี่ พูดว่า:

    อยากเข้าเรียนต่อโท MBA ที่อเมริกาค่ะ มหาวิทยาลัย California State University Fullerton หรือ University of California ,Irvine ดีคะ พอดีอยู่ใกล้บ้านญาติ แล้วค่าเรียนประมาณเท่าไหร่ ต้องโชว์สเตทเม้นท์ประมาณเท่าไหร่คะ หากไปควรเรียนภาษาที่ u นั้นๆเลยดีหรือไม่คะ

  4. จารุวัตร พูดว่า:

    ผมมีน้าอยู่ อเมริกา โดยน้าจะเป็น sponsor ให้ได้หรือป่าวครับ บางคนบอกว่ามีญาติอยู่อเมริกาสถานทูตเค้าไม่ค่อยให้กลัวว่าเราไปอยู่กับญาติเเล้วไม่กลับ น้าผมมีgreencardเเล้วก็ซื้อบ้านที่นั่นเเล้ว เเฟนน้าก็ได้greencard เเต่เขาทำงานอยู่หน่วยงานราชการของอเมริกาประมาณกรมการขนส่งของประเทศไทย อ่ะครับ ขอคำเเนะนำหน่อยนะครับ น้าผมให้ลองสอบถามดู ผมอยากไปเรียนภาษาซัก 6 เดือน เเล้วจะกลับมาสอบผู้พิพากษา คือผมจบทางด้านกฎหมาย อ่ะครับ

    • teerawut พูดว่า:

      สามารถให้น้าเป็นสปอนเซอร์ได้ครับ แต่ต้องเป็นน้า-หลานกันจริงๆ โดยที่สามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์กันได้ครับ แต่ต้องดูปัจจัยต่างประกอบกันด้วยเช่นการเงิน การทำงาน และการศึกษาของผู้สมัครด้วยครับ ไม่ทราบว่าจะไปเรียนเมืองไหนครับ ผมจะทำข้อมูลส่งไปให้ครับ

  5. Angpao พูดว่า:

    ถ้าเรียน ภาษาที่อเมริกา 1 ปี เสตทเมน ประมาณเท่าไหร่คะ วีซ่าถึงมีความเป็นไปได้ที่จะผ่าน

    • teerawut พูดว่า:

      สเตทเมนท์ควรมีอย่างน้อย 7 แสนบาทครับ แต่นอกจากสเตทเมนท์แล้ว จะต้องดูประวัติของผู้เรียนด้วย ถึงจะประเมินความเป็นไปได้ของวีซ่าได้ครับ ซึ่งสามารถส่งเอกสารเบื้องต้น เช่น สำเนาสมุดบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน ถึง 1 ปี ทรานส์คริปท์ และหนังสือรับรองการทำงาน (ถ้ามี) มาให้ฝ่ายวีซ่าของบริษัทช่วยประเมินก่อนได้ครับ

  6. Ling พูดว่า:

    อายุ 30 แล้ว อยากไปเรียนภาษา ที่ประเทศอเมริกา มีความเป็นไปได้มั้ย..

  7. เอ พูดว่า:

    อยากทราบเมืองที่มีอากาศคล้ายเมืองไทยคับ เป็นคนแพ้ความหนาว ไม่ทราบว่ามีเมืองไหนอากาศไม่หนาวจนเกินไปมั่งครับ และช่วยแนะนำสถาบันด้วยนะครับ สนใจไปเรียนต่ออเมริกา ช่วงกลางปีหน้า ขอบคุณคับ

    • teerawut พูดว่า:

      เมืองในอเมริกาที่อากาศใกล้เคียงกับประเทศไทยพี่แนะนำที่ Miami รัฐ Florida ครับ มีโรงเรียนที่น่าสนใจคือ Zoni Language Center ครับ โรงเรียนตั้งอยู่ใกล้ชายหาด Miami ครับ ค่าเรียนไม่แพงเพียง 149 เหรียญต่อสัปดาห์ครับ

สอบถามเพิ่มเติม

อีเมล์และเบอร์โทรศัพท์ของคุณจะไม่แสดงให้ผู้อื่นเห็น * คือช่องที่ต้องกรอกข้อมูล

*


*

คุณสามารถใช้คุณสมบัติ HTML ได้ : <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

Set your Twitter account name in your settings to use the TwitterBar Section.